
8 หุ้นกลุ่ม ปตท. ได้รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 1/2569 กวาดกำไรรวมไปได้ถึง 72,405 ล้านบาท เติบโตราว 61% จากปีก่อน
หุ้นกลุ่ม ปตท. ได้รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 1/2569 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย โดยภาพรวมผลการดำเนินงานของทั้ง 8 บริษัท ทำผลงานรวมกวาดกำไรรวมไปได้ถึง 72,405 ล้านบาท เติบโตราว 61% จากปีก่อน
ท่ามกลางภาวะราคาน้ำมันดิบและพลังงานในตลาดโลกที่มีความผันผวนสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานและอุปสงค์ในตลาดโลก
เริ่มกันที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น PTT รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/69 มีรายได้จากการขายรวม 718,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสามารถทำกำไรสุทธิไปได้ถึง 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,423 ล้านบาท หรือเติบโต 10.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 23,315 ล้านบาท
โดยบริษัทย่อยมีกําไรจากการดําเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจําหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวมการปรับปรุงผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยง จํานวน 115,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21,379 ล้านบาท หรือ 22.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นที่เติบโตอย่างโดดเด่น โดยธุรกิจการกลั่นได้รับอานิสงส์จากค่าการกลั่นอ้างอิงตลาด และปริมาณขายที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการรับรู้กำไรจากสต๊อกน้ำมัน จำนวนมากตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ
ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีฟื้นตัวตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และปริมาณขายของกลุ่มอะโรเมติกส์ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติยังมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ ที่มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากต้นทุนก๊าซฯ ที่ปรับลดลง ตามการปรับโครงสร้างราคาก๊าซฯ ใหม่ที่เริ่มมีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 ผสานกับปริมาณขายรวมที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีการรับรู้รายการพิเศษ (Non-recurring Items) ที่เป็นผลขาดทุนสุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. ประมาณ 2,900 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักมาจากการขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ของบริษัท จีซี โพลีออลส์ จำกัด (GCP) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PTTGC ประกอบกับธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีการบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปรับกรอบคุณภาพก๊าซฯ (C-day) เข้ามาในไตรมาสนี้
บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น PTTEP รายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 1/69 ที่ 376 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 11,835.28 ล้านบาท ลดลง 28.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
จากผลขาดทุนของรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติสูงถึง 252 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุหลักเกิดจากผลขาดทุนทางบัญชีจากการวัดมูลค่าสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Mark-to-market) หลังราคาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าในตลาดโลกทะยานตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้ว่ากำไรจากการดำเนินงานปกติจะเติบโตขึ้น จากปริมาณการขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นถึง 14% แตะระดับ 553,369 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน รับอานิสงส์จากการขยายการลงทุนในโครงการใหม่ๆ อาทิ แหล่ง G1/61, G2/61, เอ 18 และมาเลเซีย เอสเค 408 และต้นทุนต่อหน่วยที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ 27.97 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น OR มีรายได้จากการขายและบริการ 176,125 ล้านบาท ลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิหดตัวลง 44.9% มาอยู่ที่ 2,415 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัจจัยหลักเกิดจากกลุ่มธุรกิจ Mobility ที่เผชิญกับอุปสงค์ในตลาดพาณิชย์ที่ลดลง และกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ปรับตัวลดลงจากผลกระทบของมาตรการตรึงราคาจำหน่ายน้ำมันดีเซลและเบนซิน ทำให้บริษัทไม่สามารถปรับราคาหน้าปั๊มให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้ นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจ Global ยังได้รับแรงกดดันจากยอดจำหน่ายในกัมพูชาที่ลดลง
อย่างไรก็ดี กลุ่มธุรกิจ Lifestyle ยังคงแข็งแกร่ง โดยกวาด EBITDA เพิ่มขึ้นได้ถึง 13.0% จากปีก่อน ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากกำไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะ Café Amazon ที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น TOP มีรายได้จากการขาย 114,809 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน และดันกำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดถึง 19,481 ล้านบาท เติบโตอย่างก้าวกระโดดกว่า 456% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้เพียง 3,504 ล้านบาท
ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการรับรู้ "กำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Gain)" ก้อนมหาศาลสุทธิ 31.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบดูไบที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ส่งผลให้ EBITDA รวมพุ่งทะลุ 31,641 ล้านบาท ซึ่งผลกำไรก้อนใหญ่นี้มีมากพอที่จะช่วยซับแรงกระแทกและชดเชยผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเครื่องมือทางการเงิน (Hedging) จำนวน 8,582 ล้านบาท
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น PTTGC มีรายได้จากการขาย 146,936 ล้านบาท เติบโต 11% และพลิกกลับมาทำกำไรสุทธิได้ถึง 3,232 ล้านบาท เติบโตทะลุ 225.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 2,567 ล้านบาท
ปัจจัยสำคัญมาจากการเดินเครื่องผลิตได้เต็มกำลังของโรงกลั่นและโรงอะโรเมติกส์หลังผ่านพ้นช่วงปิดซ่อมบำรุง และภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลกที่ดันราคาผลิตภัณฑ์สูงขึ้น
ในไตรมาสนี้บริษัทรับรู้กำไรสต๊อกน้ำมันและ NRV สุทธิ 7,182 ล้านบาท พร้อมด้วยกำไรพิเศษจากการขายหุ้น TTT และการปรับโครงสร้างธุรกิจท่าเทียบเรืออีกรวม 3,300 ล้านบาท
บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น GPSC แม้จะมีรายได้รวมลดลง 22% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 16,640 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากรายได้กลุ่มโรงไฟฟ้า IPP ที่หดตัวลง 71% เนื่องจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน ยาวนานถึง 88 วัน และโรงไฟฟ้าศรีราชาที่หมดสัญญาจ่ายไฟ
แต่บริษัทยังสามารถคว้ากำไรสุทธิไปได้ถึง 1,719 ล้านบาท เติบโต 51% จากปีก่อน โดยมีพระเอกหลักคือ "ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน" ที่พุ่งขึ้นถึง 223% รับอานิสงส์เต็มๆ จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี (XPCL) ที่ผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นจากปริมาณน้ำที่อุดมสมบูรณ์จากปรากฏการณ์ลานีญา
พร้อมการรับรู้เงินชดเชยการรับประกันความพร้อมใช้งานของโครงการกังหันลม CFXD ในไต้หวัน และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง 18% จากการชำระคืนเงินกู้
บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น GGC ทำรายได้จากการขาย 5,489 ล้านบาท เติบโต 6% จากปีก่อน และพลิกฟื้นกลับมามีกำไรสุทธิ 96 ล้านบาท เติบโต 147% จากที่เคยขาดทุน 206 ล้านบาทในปีก่อน
ปัจจัยบวกมาจากปริมาณการขายผลิตภัณฑ์เมทิลเอสเทอร์ (B100) และแฟตตี้แอลกอฮอล์ที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องมาจากความกังวลด้านอุปทานพลังงานและการขนส่งจากเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระตุ้นให้ผู้ซื้อเร่งตุนสินค้า
นอกจากนี้ ในไตรมาสนี้บริษัทสามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจแฟตตี้แอลกอฮอล์อีทอกซีเลท (FAEO) แทนที่ผลขาดทุนในปีก่อน เนื่องจากบริษัทได้ตั้งด้อยค่าเงินลงทุนในธุรกิจเอทานอลไปเต็มจำนวนแล้ว ทำให้ไม่มีภาระขาดทุนมาฉุดรั้งอีกต่อไป
บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น IRPC มีรายได้จากการขายสุทธิ 76,842 ล้านบาท เติบโต 5% และพลิกฟื้นกลับมาทำกำไรสุทธิได้อย่างโดดเด่นถึง 7,889 ล้านบาท เติบโตอย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 1,206 ล้านบาท
ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการรับรู้กำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Net Inventory Gain) ก้อนใหญ่ถึง 9,915 ล้านบาท ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ผสานกับกำไรขั้นต้นจากการกลั่นตามราคาตลาด (Market GRM) ของกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมที่ปรับเพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน
แม้ว่าในไตรมาสนี้บริษัทจะถูกกดดันจากกำไรขั้นต้นของธุรกิจปิโตรเคมี (Market PTF) ที่ปรับลดลง และมีผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน จำนวน 1,981 ล้านบาทก็ตาม
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้