
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยเอกสารข้อมูลการเงิน แสดงรายละเอียดการเข้าซื้อ-ขาย สินทรัพย์ทั้ง หุ้น กองทุน ตลอดจนตราสารหนี้ของบริษัทอเมริกันยักษ์ใหญ่หลายเจ้าตั้งแต่ต้นปี 2026 รวมมูลค่ากว่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นการทำธุรกรรมในกลุ่มบริษัทเทคฯ และกองทุนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทใหญ่ของโลก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นเอกสารเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลธุรกรรมทางการเงินต่อ สำนักงานจริยธรรมรัฐบาลสหรัฐฯ (US Office of Government Ethics) มีรายละเอียดการเข้าซื้อและขาย หุ้น กองทุน ตลอดจนตราสารหนี้ของบริษัทอเมริกันรายใหญ่จำนวนมากในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตามรายละเอียดเอกสารข้อมูลทางการเงินฉบับล่าสุดจำนวนกว่า 100 หน้า เผยให้เห็นว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2026 ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เข้าซื้อสินทรัพย์มูลค่าสูงสุดถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อบริษัท ในหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ได้แก่ Nvidia, Intel, Oracle, Microsoft, Broadcom, Boeing, Dell, Adobe, Uber และ Costco Wholesale และกองทุนอย่าง S&P 500 Index Fund ด้วยเช่นกัน
แต่เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลขชัดเจนว่าซื้อสินทรัพย์อะไร ไปจำนวนมากน้อยเพียงใด ชี้แจงเป็นเพียงระดับตัวเลข ซึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ที่กล่าวไปข้างต้นมีการเข้าซื้อสูงสุดอยู่ที่ 1-5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากทรัมป์ไม่ได้ถูกบังคับให้ระบุประเภทของสินทรัพย์อย่างละเอียดว่าเป็นหุ้น กองทุน หรือพันธบัตร
ที่ผ่านมา ทรัมป์พยายามดำเนินนโยบายหลายด้านที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับบริษัทจดทะเบียนเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Nvidia ซึ่งชิป AI ของบริษัทถือเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม AI และการส่งออกไปต่างประเทศจำเป็นต้องได้รับอนุมัติจากรัฐบาลสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน ในเอกสารยังระบุว่า ทรัมป์ทำธุรกรรมเกี่ยวกับ Intel ถึง 6 รายการ หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่งบรรลุข้อตกลงเข้าถือหุ้น 10% ใน Intel ด้วยมูลค่าเกือบ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา
ด้านอุตสาหกรรมสื่อและสตรีมมิง ก็ปรากฏชื่อของทรัมป์เข้าไปเกี่ยวข้องเช่นกัน มีทั้ง Netflix, Paramount Skydance และ Warner Bros. Discovery ที่ทั้งสามเคยมีประเด็นการซื้อขายธุรกิจ ตลอดจนมีปัญหาเรื่องการผูกขาดการค้า
ทรัมป์ได้ลงทุนในทั้งสามบริษัทสตรีมมิงดังกล่าว โดยในเดือนมีนาคม ได้เข้าซื้อหุ้นของ Warner Bros. Discovery มูลค่าอย่างน้อย 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ และถือหุ้นใน Paramount Skydance มูลค่าอย่างน้อย 15,000 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่ Netflix มีทั้งซื้อและขายออกรวมมากถึง 19 รายการ ซึ่งการขายมีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ไปจนถึงสูงสุด 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวระบุว่า ทั้งทรัมป์และสมาชิกในครอบครัวไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเอง แต่จะมีผู้จัดการการเงินอิสระเป็นผู้ดูแลการซื้อขายสินทรัพย์แทน ผ่านโครงการลงทุนที่อิงตามดัชนีการลงทุนที่เป็นที่ยอมรับในตลาด
สำหรับรายการขายที่มีมูลค่าสูงที่สุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยทรัมป์ขายการถือครองในบริษัทเทคโนโลยี 3 แห่ง ได้แก่ Microsoft, Meta และ Amazon คิดเป็นมูลค่าระหว่าง 5-25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ทั้งนี้ ใน Microsoft และ Amazon ก็มีการเข้าซื้อที่สูงสุดที่ 1-5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วน Meta เข้าซื้อที่หลักพัน-5 แสนดอลลาร์สหรัฐด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ ในเอกสารระบุด้วยว่า ได้มีการขายหน่วยลงทุนในกองทุน ETF ของ Vanguard ในเดือนมกราคม ซึ่งมีมูลค่าอย่างน้อย 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย
ในฝั่งของภาคการเงินยักษ์ใหญ่ ได้ทำธุรกรรมซื้อใน Goldman Sachs ที่ประมาณ 5 แสน-1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และซื้อใน Bank of America โดยที่ไม่ระบุตัวเลขการลงทุนชัดเจน
จากข้อมูลที่เปิดเผยมานี้ ทำให้เห็นว่า ทรัมป์ดำเนินการแตกต่างจากอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคนที่ผ่านมา เนื่องจากทรัมป์ไม่ได้โอนทรัพย์สินของตัวเองเข้าสู่ Blind Trust หรือกองทรัสต์ที่ผู้ดูแลอิสระบริหารโดยที่เจ้าของทรัพย์สินไม่รับรู้รายละเอียดการลงทุน
ปัจจุบัน อาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ของทรัมป์บริหารโดยลูกชายสองคน เอริค ทรัมป์ และ โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ อีกทั้งยังดำเนินธุรกิจอยู่ในหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาเอง
และอีกจุดที่น่าสนใจคือ เอกสารระบุธุรกรรมรวมมากกว่า 3,600 รายการ ภายในแค่ไตรมาสเดียว ทำให้หลายสื่ออเมริกันมองว่า พอร์ตนี้ Active มากผิดปกติสำหรับผู้นำประเทศ
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney