
KGI ฉลอง 17 ปี DW13 ครองมาร์เก็ตแชร์ 70% ชูจุดแข็ง "ระบบเจ๋ง-บริหารความเสี่ยงเยี่ยม" ตั้งเป้าปี 2569 ออก DW ทุบสถิติ 1,100 รุ่น ชี้เป้า Fund Flow หนุนหุ้นไทยไปต่อ
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังคงกดดันตลาดทุนทั่วโลก ตลาดหุ้นไทยกำลังถูกจับตามองในฐานะ "หลุมหลบภัย" ที่น่าสนใจ
แม้ดัชนีจะยังแกว่งตัว แต่ด้วยมูลค่าหุ้นที่ยังไม่แพง และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่โดดเด่น ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าหากความตึงเครียดในต่างประเทศเริ่มคลายตัว กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) จะเป็นกุญแจสำคัญที่พลิกฟื้นให้ดัชนีปรับตัวขึ้นอีกในระยะถัดไป
และในสภาวะที่ตลาดพร้อมจะสวิงตัวรับทุกข่าวสาร การมีกลยุทธ์การลงทุนที่ยืดหยุ่นจึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนในยุคนี้ขาดไม่ได้ ซึ่งปัจจุบัน "Derivative Warrants" หรือ DW เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์นี้
เพราะไม่เพียงแต่เป็นอาวุธสำหรับนักลงทุนสายเก็งกำไรที่ต้องการผลตอบแทนแบบก้าวกระโดดเท่านั้น แต่ยังเป็น "โล่ป้องกัน" ชั้นดีที่ใช้บริหารความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนในช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรงด้วย
เจนวิทย์ ชินกุลกิจนิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบัน KGI มีส่วนแบ่งตลาด DW สูงถึงประมาณ 70% จากพฤติกรรมการเก็งกำไรหุ้นขนาดใหญ่และ SET50 ที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่านักลงทุนพอใจการทำหน้าที่บริหารสภาพคล่องของเรา แต่ก็มีโอกาสที่ผู้ออกรายใหม่เข้ามาแข่งขันมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้เล่นที่แข่งขันอย่างจริงจังราว 4-5 ราย
จุดแข็งสำคัญของ KGI คือการบริหารความเสี่ยง ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ DW ขณะที่การรักษาส่วนแบ่งตลาดจำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่อง ทั้งระบบคอมพิวเตอร์ ระบบผู้ดูแลสภาพคล่อง และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์นักลงทุนในทุกกลุ่ม
อย่างไรก็ดี KGI มีผู้ถือหุ้นใหญ่จากไต้หวันที่อยู่ในธุรกิจ DW มายาวนาน ทำให้ได้รับทั้ง Know-how การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี และการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพในการแข่งขัน
นอกจากนี้ ยังเน้นกลยุทธ์ “Localization” หรือการเข้าถึงนักลงทุนไทยผ่านทีมงานให้คำปรึกษา และการสร้างความคุ้นเคยกับนักลงทุนในประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการเหนือคู่แข่ง
สำหรับพฤติกรรมนักลงทุน DW ปัจจุบัน พบว่ามีนักลงทุนอายุน้อยเข้ามาในตลาดมากขึ้น โดยนิยมลงทุนใน DW ที่มีความเสี่ยงสูงและอัตราทดสูง เพราะต้องการโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะสั้นแบบก้าวกระโดด
เจนวิทย์ กล่าวอีกว่า บริษัทเตรียมออก DW ใหม่กว่า 1,100 รุ่น โดยประมาณ 20% จะอ้างอิงดัชนี และอีก 80% อ้างอิงหุ้นรายตัว เน้นให้ครอบคลุมหุ้นในกลุ่ม SET100 ให้มากที่สุด โดยในไตรมาส 2/2569 มีแผนออก DW ราว 300 รุ่น และปัจจุบันออกไปแล้วประมาณ 70 รุ่น
ขณะเดียวกัน บริษัทพยายามออก DW ที่ตอบโจทย์การลงทุนมากขึ้น ทั้งในแง่อายุคงเหลือ (Time Decay) อัตราทด (Gearing) และการเลือกสินทรัพย์อ้างอิงให้เหมาะสมกับภาวะตลาด
อย่างไรก็ตาม บริษัทพยายามสื่อสารผ่านผลิตภัณฑ์ “DW13” ว่า DW ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเก็งกำไรเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและช่วยป้องกันพอร์ตการลงทุนได้ในช่วงที่ตลาดเผชิญวิกฤติหรือมีความผันผวนสูงอีกด้วย
เจนวิทย์ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปีนี้ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ โดยประเมินกรอบดัชนีในกรณีฐานไว้ที่ 1,100-1,300 จุด ขณะที่การยืนอยู่เหนือระดับ 1,500 จุด มองว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ หากสถานการณ์เศรษฐกิจและ Fund Flow ปรับตัวดีขึ้นเหมือนช่วงต้นปีและปลายปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือทิศทางอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งจะมีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั่วโลก
โดยมองว่าหากสหรัฐยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง และหุ้นเทคโนโลยีปรับขึ้นต่อ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับฐานรุนแรงในตลาดต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้เงินทุนบางส่วนไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย
“ตลาดรับรู้ข่าวร้ายไปค่อนข้างมากแล้ว ขณะที่ดัชนีความผันผวนหรือ VIX เริ่มนิ่งขึ้น ต้องจับตาราคาน้ำมันเพิ่มเติม แต่หากมองในมุมของไทย เรายังเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยมีเสถียรภาพ และสามารถเป็นที่พักเงินในช่วงที่ต่างประเทศมีความผันผวนสูงได้” เจนวิทย์ กล่าว
นอกจากนี้ มองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจจากระดับราคาหุ้นที่ไม่แพง ค่า P/E อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ และยังมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ดี ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูด Fund Flow ในระยะถัดไป หากนักลงทุนสามารถจับจังหวะการไหลเข้าของเงินทุนได้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการลงทุน
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้