
นักลงทุนเมินสงครามตะวันออกกลาง หันจับตา "ทรัมป์" เยือนจีน 13-15 พ.ค. นี้ ครั้งแรกในรอบ 10 ปี โบรกฯ ชี้หากเจรจาราบรื่น จะเป็นปัจจัยบวกหนุนตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นและสินทรัพย์ทั่วโลกต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างหนักจากแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ทวีความตึงเครียด
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าตอนนี้นักลงทุนเริ่ม "ปรับโฟกัส" และมองข้ามปัจจัยลบดังกล่าวชั่วคราว โดยทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่บิ๊กอีเวนต์ระดับโลกในวันพรุ่งนี้ (13 พ.ค.) นั่นคือการเดินทางเยือนประเทศจีน ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญทางการทูตและเศรษฐกิจที่อาจพลิกโฉมทิศทางการลงทุนในระยะถัดไป
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้มีโอกาสพบปะหารือแบบตัวต่อตัวครั้งล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2568 นอกรอบการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้
แต่สถานการณ์ล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ โลกกำลังจะได้เห็นภาพประวัติศาสตร์อีกครั้ง เมื่อมีกำหนดการยืนยันว่าผู้นำทั้งสองจะพบกันอย่างเป็นทางการ
โดยประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดการเดินทางเยือนจีนในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม (13-15 พฤษภาคม 2569) ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรง
การเยือนกรุงปักกิ่งในครั้งนี้ ถือเป็นวาระสำคัญเนื่องจากเป็นการเยือนแผ่นดินจีนของผู้นำสหรัฐฯ ในรอบเกือบ 10 ปี นับจากการเดินทางเยือนครั้งหลังสุดในปี 2560
โดยตลอดช่วงปี 2568-2569 ที่ผ่านมา ได้มีการปูทางเตรียมความพร้อมผ่านการพบปะหารือของเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั้งสองฝ่ายมาแล้วหลายครั้ง เพื่อปูทางสู่การเจรจาระดับผู้นำ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดความตึงเครียดด้านการค้า และกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก
มุมมองจากนักวิเคราะห์ต่อเหตุการณ์นี้ ถือว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก โดยฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนโลกว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดยังคงตึงตัวและยืนอยู่ในระดับสูง แรงกระแทกจากสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 นี้ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวเลขเงินเฟ้อทั่วโลกอย่างชัดเจน
เห็นได้จากตัวเลขเศรษฐกิจของจีนล่าสุดที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนเมษายน 2569 เร่งตัวขึ้นแรงสุดในรอบกว่า 4 ปี สู่ระดับ 2.8% (สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.8%) ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ขยับเพิ่มขึ้น 1.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและภาวะสงคราม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมีท่าที "ชินชา" และเลือกที่จะมองข้ามความกังวลเหล่านี้ โดยตลาดยังคงได้รับแรงหนุนเชิงบวกจากความเชื่อมั่นในธีมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ประกอบกับปัจจัยสำคัญที่ตลาดกำลังให้น้ำหนักสูงสุดคือ การเยือนจีนในวันที่ 13-15 พ.ค. 2569 นี้ ซึ่งทำเนียบขาวได้ส่งสัญญาณบวกด้านเศรษฐกิจด้วยการเชิญผู้บริหารระดับสูง (CEO) จากบริษัทยักษ์ใหญ่ร่วมคณะเดินทางไปด้วย อาทิ Elon Musk จาก Tesla, Tim Cook จาก Apple และ Kelly Ortberg จาก Boeing
สอดคล้องกับมุมมองของ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ที่ประเมินว่า การพบปะกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ หากผลการหารือของทั้งสองมหาอำนาจออกมาในเชิงบวก ย่อมจะเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ช่วยปลดล็อกความกังวล และหนุนให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกได้อีกครั้ง
หากเราย้อนไทม์ไลน์กลับไปดูหน้าประวัติศาสตร์เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการ ภาพบรรยากาศในตอนนั้นถือว่าชื่นมื่นและเป็นมิตรอย่างมาก
ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้โลกต้องจับตามองคือ การที่ผู้นำทั้งสองได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจและสัญญาการค้าระดับทวิภาคีครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลรวมกว่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยครอบคลุมตั้งแต่การซื้อขายเครื่องบิน โทรศัพท์มือถือ ชิ้นส่วนรถยนต์ ไปจนถึงพลังงาน ซึ่งเป็นตัวจุดประกายความหวังว่าสงครามการค้าอาจไม่รุนแรงอย่างที่คิด
พัฒนาการเชิงบวกในครั้งนั้น ทำให้ทิศทางตลาดการลงทุนทั่วโลกตอบรับด้วยความคึกคัก นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีหลักทั้ง Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq ต่างพากันเดินหน้าทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High)
หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่ได้รับอานิสงส์จากข้อตกลงการค้ากับจีนปรับตัวพุ่งแรง ผสานกับความคาดหวังเรื่องนโยบายปฏิรูปภาษีของทรัมป์ ยิ่งเป็นตัวเร่งชั้นดีที่ทำให้เม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นวอลล์สตรีทอย่างมหาศาล
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยก็ได้รับอานิสงส์จากบรรยากาศการลงทุนระดับโลกที่ผ่อนคลายนี้เช่นกัน กระแสเงินทุนต่างชาติ ที่ไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ได้ผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยสามารถพุ่งทะลุเหนือแนวต้านที่ระดับ 1,700 จุดได้
ข้อมูลจากอดีตเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน นับเป็นเสมือนกรณีศึกษาที่นักลงทุนนำมาใช้ประเมินสถานการณ์ในปัจจุบัน หากการพบปะเจรจาระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ในวันพรุ่งนี้ สามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมหรือมีท่าทีที่ประนีประนอมต่อกันได้สำเร็จ ก็มีโอกาสสูงที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย และเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยปลดล็อกดึงดูดเม็ดเงินให้เข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกอีกครั้ง
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้