
จับตาหุ้นชิปความจำ คลื่นลูกใหม่ ทะยานแรงดันตลาดหุ้นทำนิวไฮต่อเนื่อง หลังความต้องการชิปในตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตามกระแสโลก AI ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค Training สู่ยุค Inference ที่ AI ถูกเอาไปใช้งานจริงในวงกว้าง
หุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำกำลังกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ของกระแส AI ที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจ จากการเติบโตของ AI ได้ผลักดันความต้องการชิปหน่วยความจำให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ราคาหุ้นของบริษัทผู้ผลิต Memory Chip ทะยานแรง และกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มหุ้นที่ช่วยพาดัชนี S&P 500 และ Nasdaq Composite ขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง
ซึ่งหุ้นที่น่าจับตา ตัวอย่างเช่น SanDisk กลายเป็นหุ้นที่ทำผลงานดีที่สุดในดัชนี S&P 500 ปีนี้ หลังราคาหุ้นพุ่งขึ้นถึง 558% ขณะที่ Seagate เพิ่มขึ้น 172% ส่วน Western Digital และ Micron ต่างปรับตัวขึ้นเกิน 100% โดยบวกไป 156% และ 137% ตามลำดับ ซึ่งเบื้องหลังการพุ่งขึ้นครั้งนี้ มาจากวิวัฒนาการของ AI ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค “Training หรือการฝึกโมเดล” ไปสู่ยุค “Inference หรือการนำ AI ไปใช้งานจริงในวงกว้าง”
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ทำให้ความต้องการหน่วยความจำเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพราะ AI ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากที่ถูกจัดเก็บไว้บนชิปหน่วยความจำ โดยเฉพาะในขั้นตอน Inference ที่ระบบต้องดึงข้อมูลมาใช้งานแบบเรียลไทม์
Ruben Dalfovo นักกลยุทธ์การลงทุนจาก Saxo ระบุว่า “การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้ชิปหน่วยความจำกลายเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์มากขึ้น เพราะ AI Inference ต้องการทั้งความเร็ว แบนด์วิดท์ และประสิทธิภาพด้านพลังงาน ไม่ใช่แค่พลังประมวลผลดิบเพียงอย่างเดียว”
ด้าน Micron อธิบายว่า ชิปหน่วยความจำและระบบจัดเก็บข้อมูลกำลังกลายเป็น “หัวใจของ AI” โดยบริษัทระบุว่า ชิ้นส่วนเหล่านี้กำลังทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังด้านการรับรู้ของ AI ช่วยเร่งประสิทธิภาพการทำงาน เปิดทางสู่นวัตกรรมใหม่ และเปลี่ยนบทบาทของหน่วยความจำจากเดิมที่เคยเป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ “สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์”
กระแส AI ทำให้ความต้องการชิปหน่วยความจำเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง จนกำลังการผลิตเริ่มตามไม่ทัน เนื่องจากในช่วง AI Boom ผู้ผลิตชิปจำนวนมากเลือกทุ่มกำลังการผลิตไปยัง High Bandwidth Memory หรือ HBM ซึ่งเป็นหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงสำหรับ AI มากกว่าการผลิตชิปสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ส่งผลให้ราคาชิปหน่วยความจำปรับตัวสูงขึ้นทั้งอุตสาหกรรม
IDC อธิบายเพิ่มเติมว่า “เซิร์ฟเวอร์ AI และระบบองค์กรต้องใช้หน่วยความจำต่อเครื่องมากกว่าอุปกรณ์ผู้บริโภคหลายเท่า ทำให้การขยายตัวของ AI ดึงกำลังการผลิตส่วนใหญ่ของโลกไปใช้อย่างไม่สมดุล และก่อให้เกิดภาวะขาดแคลน เนื่องจากผู้ผลิตให้ความสำคัญกับคำสั่งซื้อจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่และบริษัทที่สร้าง AI Server ก่อน”
IDC ยังเตือนด้วยว่า วัฏจักรของตลาด Memory รอบนี้แตกต่างจากรอบเทคโนโลยีก่อน ๆ เพราะ AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดไปโดยตรง โดย IDC ระบุว่า “นี่ไม่ใช่แค่ภาวะขาดแคลนตามวัฏจักรที่เกิดจากอุปสงค์และอุปทานไม่สมดุล แต่เป็นการจัดสรรกำลังการผลิตเวเฟอร์ซิลิคอนของโลกใหม่ในเชิงกลยุทธ์ ซึ่งอาจกลายเป็นเรื่องถาวร”
ด้าน Dave Mazza จาก Roundhill กล่าวชัดเจนว่า “ชิปหน่วยความจำ คือคอขวดของ AI” เขาอธิบายว่า ความต้องการจากกลุ่มบริษัทใหญ่ หรือ Hyperscaler เช่นบริษัทคลาวด์ยักษ์ใหญ่ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ขณะที่ซัพพลายถูกจำกัดทางกายภาพ เพราะโรงงานผลิตชิปใหม่ต้องใช้เวลา 3-5 ปีกว่าจะเปิดดำเนินการได้
นอกจากนี้ เมื่อความต้องการนั้นมีมากกว่ากำลังการผลิต ราคาชิปหน่วยความจำจึงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่บิ๊กเทคหลายแห่งพูดถึงระหว่างการประกาศงบการเงิน
Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Meta ระบุว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าใช้จ่ายของบริษัทเพิ่มขึ้น มาจากต้นทุนชิปความจำที่สูงขึ้น ขณะที่ Apple ก็ยอมรับเช่นกันว่า ต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นกำลังกดดันบริษัท
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาชิปที่สูงจะเป็นแรงกดดันต่อผู้ใช้งาน แต่สำหรับบริษัทผู้ผลิตแล้ว นี่กลับกลายเป็นข่าวดีอย่างมาก
หนึ่งในตัวสะท้อนความร้อนแรงของหุ้นธีมนี้คือกองทุน ETF อย่าง Roundhill Memory ETF ที่ซื้อขายภายใต้ตัวย่อ “DRAM” ซึ่งพุ่งขึ้นราว 88% นับตั้งแต่เริ่มซื้อขายเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา หรือเพียงแค่เดือนเศษเท่านั้น
Dave Mazza ซีอีโอของ Roundhill ให้สัมภาษณ์กับ Business Insider ว่า บริษัทสร้าง ETF ตัวนี้ขึ้นมา เพราะตลาดยังไม่มีเครื่องมือการลงทุนที่โฟกัสเฉพาะชิปหน่วยความจำอย่างจริงจัง
เขาอธิบายว่า “Memory Chips คือส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีข้อจำกัดด้านซัพพลายมากที่สุด แต่ก่อนหน้านี้ นักลงทุนยังไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงธีมนี้”
ภายใน ETF ดังกล่าวประกอบด้วยหุ้นบริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทสหรัฐฯ อย่าง SanDisk และ Micron รวมถึงบริษัทเกาหลีใต้อย่าง SK hynix และ Samsung ฝั่งญี่ปุ่นมี Kioxia Holdings ขณะที่ไต้หวันมี Nanya Technology และ Winbond Electronics
ด้าน Bank of America ระบุในบทวิเคราะห์ล่าสุดเกี่ยวกับ SanDisk ว่า อุปสงค์ยังคงสูงกว่าซัพพลาย พร้อมปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้น ด้าน Mark Newman นักวิเคราะห์จาก Bernstein ก็ออกบทวิเคราะห์เชิงบวกเช่นกัน โดยระบุว่า ราคาขายเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ SanDisk อยู่ในระดับสูง (ลิ่ว)
และไม่ใช่แค่ SanDisk เท่านั้น แต่ Micron, Seagate และ Western Digital ต่างก็ได้รับการปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเช่นกัน จากแรงหนุนของดีมานด์ AI
Dave Mazza มองว่า การพุ่งขึ้นของหุ้นชิปความจำรอบนี้ เป็นการเปลี่ยนวิธีประเมินมูลค่า หรือ Re-rating ของตลาด เขาระบุว่า “อุตสาหกรรมชิปความจำถูกมองว่าเป็นธุรกิจวัฏจักรมานานหลายสิบปี และตลาดยังคงใช้กรอบคิดแบบเดิมในการประเมินบริษัทเหล่านี้”
“แต่สิ่งที่ตลาดยังประเมินต่ำเกินไป คือเมื่อรายได้ 65% ของอุตสาหกรรมนี้มาจากกลุ่ม Hyperscaler ภายใต้สัญญาระยะยาวหลายปี คุณจะไม่ใช่บริษัทวัฏจักรอีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานแบบมีสัญญารองรับแน่นอนนั่นเอง”
ที่มา: Business Insider
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney