FETCO เตือนนักลงทุนรับมือมรสุมโลกขัดแย้ง ชี้ "ตลาดทุนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป"

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

FETCO เตือนนักลงทุนรับมือมรสุมโลกขัดแย้ง ชี้ "ตลาดทุนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป"

Date Time: 11 พ.ค. 2569 13:42 น.

Video

กลยุทธ์จัดพอร์ต หุ้น vs กองทุน ถือยาวมีเงินใช้ยันแก่ I Money Issue EP.58

Summary

FETCO เตือนตลาดทุนเปลี่ยนไปแล้ว! ย้ำนักลงทุนรับมือมรสุมโลก ชี้ดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ในเกณฑ์ "ทรงตัว" มองหุ้นปิโตรฯ-แบงก์-AI ดี พร้อมเตรียมชงแผนกระตุ้นตลาดทุนให้รัฐบาลพิจารณา มิ.ย.นี้

Latest


แม้ตลาดหุ้นไทยจะเริ่มเห็นแรงฟื้นตัวในช่วงที่ผ่านมา แต่เบื้องหลังบรรยากาศลงทุนที่ดูคึกคักขึ้น กลับเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากเกมอำนาจของโลก โดยเฉพาะจากชายที่ชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงทุกสินทรัพย์ ทั้งหุ้น น้ำมัน ทองคำ ไปจนถึงค่าเงิน

นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญยุคที่ “ข่าวการเมือง” มีอิทธิพลต่อตลาดไม่แพ้ตัวเลขเศรษฐกิจ ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีน ตะวันออกกลาง และมาตรการกีดกันทางการค้า กลายเป็นปัจจัยใหม่ที่ทำให้ตลาดแกว่งแรงได้ภายในข้ามคืน

ในจังหวะที่หลายฝ่ายยังจับตาทิศทางเงินทุนต่างชาติและเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ออกมาสะท้อนภาพชัดว่า “ตลาดทุนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” พร้อมเตือนให้นักลงทุนเตรียมรับมือโลกการลงทุนยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยคลื่นลมและความผันผวนที่เกิดขึ้น


FETCO ชี้ สภาพแวดล้อมการลงทุนเปลี่ยนไป

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยถึงมุมมองต่อสภาวะการลงทุนในปัจจุบันว่า โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว วันแห่งการลงทุนในตลาดด้วยความสบายใจได้จบลง ภาพของโลกการลงทุนขณะนี้เปรียบเสมือน "มรสุม" ที่ความเสียหายสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ

โดยบางครั้งไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เงินทุนไหลเข้า หรือกราฟเทคนิคอย่างที่เคยวิเคราะห์กันมา แต่วิกฤติสามารถเกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน

นี่คืออาการของตลาดทุนในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยคลื่นลม นักลงทุนต้องกลับมาประเมินความเข้มแข็งของตนเองว่าสามารถบริหารจัดการพอร์ตและรับความเสียหายได้มากน้อยเพียงใด เพราะนับจากนี้ ตลาดหุ้น ทองคำ และน้ำมัน จะเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง

ดร.กอบศักดิ์ ประเมินว่าความผันผวนรุนแรงนี้จะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปีครึ่ง โดยมีปัจจัยทางการเมืองสหรัฐฯ และการดำรงตำแหน่งของโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวเร่ง นำไปสู่ความขัดแย้งของมหาอำนาจสหรัฐฯ-จีนที่รุนแรงขึ้น รวมไปถึงจุดเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์อื่นๆ เช่น อิหร่าน คิวบา และกรีนแลนด์ เป็นต้น

ความขัดแย้งในยุคนี้ไม่ได้จำกัดแค่มุมเดียว แต่เป็นมิติที่ทับซ้อนกัน และกระทบหลายด้าน ประกอบด้วย 5 มิติหลัก ได้แก่ สงครามการค้า, สงครามเทคโนโลยี, สงครามการเงิน, สงครามการทูตและแยกข้าง และสงครามการทหาร เป็นต้น


ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน “ทรงตัว” แต่มีสัญญาณฟื้น

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนประจำเดือนเมษายน 2569 ภาพรวมดัชนีอยู่ที่ระดับ 114.16 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ "ทรงตัว (Neutral)" แต่ถือเป็นการปรับตัวดีขึ้นและเป็นการดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมาหลังจากที่ตกลงไปในเดือนก่อนหน้า

โดยปัจจัยหนุนตลาดทุนมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่ง เป็นปัจจัยบวกที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุด รวมถึงตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่พุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านบาทในไตรมาสเดียว ซึ่งสะท้อนภาพรวมที่ดีกว่าปีที่ผ่านมา

ส่วนปัจจัยฉุดตลาดปัจจุบัน คือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นปัจจัยหลักที่กดดันความเชื่อมั่นมากที่สุด รวมถึงความกังวลเรื่องสงครามการค้าและวินัยการคลัง

อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งรายย่อย พอร์ตโบรกเกอร์ และโดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศที่กลับมามีความเชื่อมั่นในตลาดไทยมากขึ้น ยกเว้นกลุ่มสถาบัน

หมวดที่นักลงทุนโหวตว่าน่าสนใจที่สุดคือ ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO) โดยกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีได้รับอานิสงส์จากทิศทางราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนหมวดที่ไม่น่าสนใจที่สุดคือ แฟชั่น (FASHION) เนื่องจากได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการทะลักเข้ามาตีตลาดของสินค้าจากประเทศจีน

ดร.กอบศักดิ์ ระบุว่า ก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้ดีจนทะลุ 1,500 จุดได้แข็งแกร่งกว่ารอบก่อน โดยเฉพาะการเมืองในประเทศเริ่มนิ่ง และได้รับอานิสงส์จากเงินทุนในอาเซียนที่ย้ายฐานมาจากตลาดทุนอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีขนาดใหญ่อย่าง SET50, SET100 และ SETESG จะยังคงดูดี แต่ดัชนี mai ยังไม่กระเตื้อง เนื่องจากกลุ่ม SME ไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากสภาวะเศรษฐกิจและการรุกคืบของสินค้าจีน

สำหรับการมองหาโอกาสการลงทุนในช่วงที่ตลาดผันผวน กลุ่มที่ยังมีความน่าสนใจและสามารถเลือกลงทุนได้ ได้แก่ กลุ่มที่ได้ประโยชน์ระยะสั้น อย่างอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ได้รับอานิสงส์จากทิศทางราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ส่วนต่างกำไรดูดีขึ้น

ถัดมาคือกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่ยังคงมีพื้นฐานปลอดภัยและสามารถทยอยสะสมได้ และสุดท้ายคือ กลุ่มที่เติบโตตามเมกะเทรนด์ อย่างอุตสาหกรรม AI และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการลงทุนจริง ใช้งานจริง และเติบโตได้อย่างรวดเร็ว 

อย่างไรก็ดี บริษัทที่เคยชนะอาจไม่ใช่ผู้นำอีกต่อไป กลยุทธ์สำคัญในตอนนี้คือต้องเลือกลงทุนเฉพาะในบริษัทที่เรารู้จักพื้นฐานเป็นอย่างดี มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และปรับตัวสู้กับคู่แข่งใหม่ๆ ได้จริง และอาจพิจารณากระจายความเสี่ยงไปหาโอกาสเติบโตในหุ้นต่างประเทศผ่านการลงทุนในตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ร่วมด้วย


เปิดแผนกระตุ้นตลาดทุนไทย เตรียมเสนอรัฐบาล มิ.ย.นี้

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการและข้อเสนอของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เพื่อกระตุ้นและยกระดับตลาดทุนไทยนั้น ทาง FETCO ได้ระดมสมองร่วมกันในช่วงที่ผ่านมา เพื่อจัดทำข้อเสนอหลักออกมาเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลในเดือนมิถุนายนนี้ โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องการผลักดัน ดังนี้

1. การผลักดัน TISA (Thai Individual Savings Account) คือการสร้างบัญชีส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวสำหรับบุคคลธรรมดา เพื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามาลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณให้กับคนไทยอีกด้วย

2. โครงการ BOI to IPO เป็นการต่อยอดให้บริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยและได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI อยู่แล้ว ให้เข้ามาจดทะเบียนระดมทุน (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและเพิ่มบริษัทที่มีคุณภาพเข้ามาในตลาดหุ้นไทย

3. การสร้างกลุ่มธุรกิจดิจิทัล ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยยังขาดแคลนบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มเทคโนโลยีและดิจิทัลขนาดใหญ่ จึงมีเป้าหมายที่จะดึงบริษัทกลุ่มนี้เข้ามาในตลาดให้มากขึ้น


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ