เปิดงบ TOP ไตรมาส 1 ปี 69 กำไรโต 400% แต่หลังจากนี้คาดรายได้ลด 2,000 ล้าน เพราะรัฐหั่นค่าการกลั่นฯ

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เปิดงบ TOP ไตรมาส 1 ปี 69 กำไรโต 400% แต่หลังจากนี้คาดรายได้ลด 2,000 ล้าน เพราะรัฐหั่นค่าการกลั่นฯ

Date Time: 11 พ.ค. 2569 10:29 น.

Video

ซื้อรถ EV ตอนนี้ = ขาดทุน? เทียบชัดๆ 'เช่า vs ซื้อ' แบบไหนคุ้มกว่ากัน | Money Issue EP.55

Summary

เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจนค่าครองชีพของคนไทยพุ่งตาม ทำให้ภาครัฐสั่งลด ค่าการกลั่นฯ ลงชั่วคราว เรื่องนี้ส่งผลโดยตรงกับโรงกลั่นฯ ล่าสุด TOP หรือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ออกมาเล่าถึงผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ รายได้จะลดลง 2,000 ล้านบาท แม้ไตรมาส 1 ปีนี้อาจมีกำไรสูงจากราคาน้ำมันขาขึ้น แต่ในช่วงไตรมาส 2 หรือ 3 อาจพลิกขาดทุน จากต้นทุนราคาน้ำมันที่ซื้อไว้อยู่ในระดับสูง 


Latest


เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจนค่าครองชีพของคนไทยพุ่งตาม ทำให้ภาครัฐสั่งลด ค่าการกลั่นฯ ลงชั่วคราว เรื่องนี้ส่งผลโดยตรงกับโรงกลั่นฯ ล่าสุด TOP หรือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ออกมาเล่าถึงผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ รายได้จะลดลง 2,000 ล้านบาท แม้ไตรมาส 1 ปีนี้อาจมีกำไรสูงจากราคาน้ำมันขาขึ้น แต่ในช่วงไตรมาส 2 หรือ 3 อาจพลิกขาดทุน จากต้นทุนราคาน้ำมันที่ซื้อไว้อยู่ในระดับสูง 

พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจนเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันปีนี้พุ่งสูงขึ้น ช่วงที่ผ่านมาภาครัฐประกาศลดค่าการกลั่นฯ น้ำมันดีเซลลงชั่วคราวที่ 3-5 บาทต่อลิตร แต่ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นนี้อาจส่งผลกระทบให้รายได้ของบริษัทฯ ลดลง 2,000 ล้านบาท 

ทั้งนี้ ปัจจุบันค่าการกลั่นฯ ของโรงกลั่นในไทยจะอ้างอิงราคาที่สิงคโปร์ แต่ยังมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากสงคราม เช่น War Premium, Trading Premium ฯลฯ ดังนั้นค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นไม่เท่ากับกำไรของโรงกลั่นต้องเพิ่มขึ้นด้วยเพราะมีต้นทุนอื่นๆ ที่ต้องบวกเข้าไป อย่างไรก็ตามรายได้ของบริษัทฯ ยังขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมัน คล้ายกับช่วงวิกฤตปี 2008 (2551 ที่เกิด Subprime Crisis) ที่ไตรมาสแรกมีกำไรสูง และครึ่งปีหลังกลายเป็นศูนย์หรือถึงติดลบ

นอกจากนี้ ช่วงที่ผ่านมาภาครัฐ ยังมีประกาศห้ามส่งออกนำมันทุกประเภท แม้ปัจจุบันบริษัทจะมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกที่ 10% แต่เมื่อส่งออกไม่ได้ทำให้ สตอกน้ำมันพุ่งสูงขึ้นใกล้ระดับ 70% (เพดานที่รับได้อยู่ที่ 80%) กรณีสตอกน้ำมันล้นนี้อาจกลายเป็นความเสี่ยงให้โรงกลั่น ลดกำลังการผลิตที่จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงส่วนอื่นๆ ดังนั้นทางบริษัทจึงสร้างถังเก็บน้ำมันเพิ่มเติมเพื่อพยุงสถานการณ์ไว้ รวมถึงคิดหาทางเลือกอื่นๆ เช่น การเช่าถังเก็บน้ำมัน หรือ ให้คู่ค้ารับน้ำมันจากสตอกไปได้เลย รวมถึงจะหารือกับภาครัฐเพื่อปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการส่งออกน้ำมันในอนาคต 

“การกักตุนน้ำมันทำได้ยาก เพราะเรามีการผลิตตลอด 24 ชม. ถ้ากักไว้ก็จะล้นถัง ยืนยันว่าไม่มีการกักตุนแน่นอน และสามารถเช็กข้อมูลกระบวนการผลิตได้ทั้งหมด ทั้งนี้พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ในการตรวจสอบอย่างโปร่งใส”

จากปัจจัยทั้งหมดนี้อาจส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการในไตรมาส 2 และ 3 “ขาดทุน” ได้ โดยสาเหตุหลักมาจาก น้ำมันที่สั่งซื้อไว้ล่วงหน้าในช่วงเดือนมี.ค. - เม.ย. ราคาค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับปัจจุบันที่ราคาน้ำมันลดลง แต่นี่ถือเป็นเรื่องปกติที่ธุรกิจโรงกลั่นต้องสร้างสมดุลให้ได้ โดยต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ แผนระยะยาวยังคงเดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิตน้ำมัน คาดว่าหลังจากโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) แล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 3 ปี 2028 (2571) จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตจาก 275,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน และสัดส่วนการผลิตจะเน้นดีเซล น้ำมันเจ็ท มากกว่าน้ำมันเตา และในอนาคต น่าจะเห็นการซื้อน้ำมันดิบที่กระจายตัวมากขึ้น จากปัจจุบันที่พึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซถึง 90% อาจลดลงมาเหลือ 40-50% โดยอาจปรับเพิ่มน้ำมันดิบจาก แคนาดา อเมริกาใต้ มากขึ้น

ส่วนกลไกราคาน้ำมันปลีกในไทย ที่ปัจจุบันมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาบริหารราคาให้ผู้บริโภค ในช่วงที่จำเป็นมองว่าการใช้เงินกองทุนฯ มาพยุงสามารถทำได้ แต่ในอนาคตหลังสถานการณ์ต่างๆ สงบลงยังต้องหากลไกอื่นๆ มาช่วยเหลือเพิ่มเติม หรือควรมองเรื่องการช่วยเฉพาะกลุ่ม ทั้งนี้ ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ติดลบอยู่กว่า 63,000 ล้านบาท และมีส่วนที่ไทยออยล์แบกรับอยู่ราว 10,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ TOP รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่า แม้ไตรมาส 1 ปีนี้  ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น แต่ด้วยสตอกที่สั่งซื้อไว้ล่วงหน้าราว 1-2 เดือน และราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น ทำให้กลุ่มไทยออยล์รับรู้กําไรจากสต๊อกนํ้ามันก่อนภาษี 22,557 ล้านบาท 

สรุปแล้วในไตรมาส 1 ปี 2569 TOP มี EBITDA ที่ 31,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 389.65%YoY (เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) โดยมีรายได้จากการขายที่ 114,809 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.04%YoY และมีกําไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 455.96%YoY 

อ้างอิงข้อมูล TOP, SET



อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ