
หุ้นไทยปีนี้ฟื้นตัวแกร่ง ต่างชาติซื้อสะสมเฉียด 2 หมื่นล้าน ดัชนีทะลุ 1,500 จุด ตลท. จับมือ BOI ดึงบริษัทเทคฯ เข้าตลาด บวกพื้นฐานเศรษฐกิจแกร่ง หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุน
ตลาดหุ้นไทยปี 2569 กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) พลิกกลับมาซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี โดยซื้อสุทธิไปแล้วเกือบ 20,000 ล้านบาท หลังจากขายมา 3 ปีติดต่อกัน (2566-2568)
ผลักดันให้ดัชนี SET Index สามารถทะยานขึ้นไปยืนหยัดเหนือระดับ 1,500 จุดได้ ซึ่งการฟื้นตัวของตัวเลขและกราฟสถิติในรอบนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้กลับคืนมาอีกครั้ง
โมเมนตัมเชิงบวกที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ได้มีเพียงแค่เม็ดเงินที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยเชิงโครงสร้างและสตอรี่ใหม่ๆ ที่เตรียมเข้ามาเป็น "เครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลัก" ให้กับตลาดทุนไทยในระยะต่อไป
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยว่า ทิศทางของ Fund Flow และตลาดหุ้นไทยมีการฟื้นตัวอย่างค่อนข้างชัดเจนในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นประมาณ 3% และมีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ระดับกว่า 50,000 ล้านบาท
แม้ในเดือนมีนาคมนักลงทุนต่างชาติจะมีการเทขายออกมาเยอะ แต่ในเดือนเมษายนพบว่าต่างชาติขายออกไปเพียงแค่ 2,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเมื่อคิดเป็นยอดสุทธิตั้งแต่ต้นปีพบว่ามีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาแล้วเกือบ 20,000 ล้านบาท
ทำให้โมเมนตัมการฟื้นตัวส่งผลดีต่อเนื่องมาถึงเดือนพฤษภาคม โดยดัชนีสามารถยืนเหนือระดับ 1,500 จุดได้สำเร็จ
ด้าน อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ต้องจับตาดูการปรับน้ำหนักการลงทุน (Rebalance) ของ MSCI ซึ่งที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยได้รับอานิสงส์จากมูลค่าตามราคาตลาดที่เติบโตขึ้น และดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นถึง 20% ตั้งแต่ต้นปี
อย่างไรก็ตาม MSCI มีการปรับวิธีคำนวณใหม่ที่กระทบทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งต้องรอติดตามผลกระทบต่อไป แต่ในเบื้องต้นยังไม่เห็นผลกระทบที่มีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Moody's ยังได้ปรับเพิ่มมุมมองของประเทศไทยจากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติได้เป็นอย่างดี
ตลาดทุนทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุคของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI อย่างสหรัฐฯ หรือเกาหลีใต้ ซึ่งมีบริษัทเทคโนโลยีเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น สามารถสร้างสีสันและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก
ประเทศไทยเองก็เริ่มเห็นความพยายามในการปรับโครงสร้างตลาดทุน เพื่อรองรับบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการเร่งวางแนวทางเพื่อเพิ่มความหลากหลายของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะการดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีและธุรกิจ New Economy ให้เข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น
สรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีหรือ AI ของไทยยังมีขนาดค่อนข้างเล็ก และส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจในลักษณะปลายน้ำ ทำให้สเกลของธุรกิจยังไม่ถึงเกณฑ์ที่สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในช่วงเวลานี้
อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อหาแนวทางสนับสนุนและดึงดูดบริษัทในกลุ่ม New Economy
โดยเฉพาะบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ให้สามารถเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการปรับเกณฑ์หรือสร้างกลไกสนับสนุนที่เหมาะสมกับลักษณะภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ คาดหวังว่าภายในไตรมาส 3 ปี 2569 จะเห็นความชัดเจนของแนวทางดังกล่าว ซึ่งหากสามารถผลักดันได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ตลาดทุนไทยมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น และสามารถสร้างความน่าสนใจให้กับนักลงทุน
ในด้านปัจจัยพื้นฐานประเทศไทย ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่า ปัจจุบันถือว่ามีทิศทางที่ดี โดยเฉพาะจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวของภาครัฐ
สำหรับโครงการ Landbridge นับเป็นสตอรี่สำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านคมนาคมของประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในระยะยาว
ส่วนประเด็นเรื่อง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หัวใจสำคัญที่สุดคือ "วิธีการนำเม็ดเงินไปใช้" โดยมองว่าเม็ดเงินก้อนนี้จะถูกแบ่งการใช้ประโยชน์ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การเยียวยาผลกระทบประชาชนและ การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้พึ่งพาพลังงานลดลง
“นโยบายทางโครงสร้างพื้นฐานหากเกิดขึ้นได้ จะเป็นผลบวกต่อประเทศเรา... เดี๋ยวคงต้องรอดูว่านโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่จะออกจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่น่าจะเป็นทิศทางที่ถูกต้องแล้ว และนักลงทุนต่างชาติก็ให้ความเชื่อมั่น”
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้