
เมื่อคืนที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด ส่งสัญญาณ “คงอัตราดอกเบี้ย” ตามที่หลายคนคาดการณ์ไว้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นแรงกระแทกต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกทันที
ตลาดหุ้นหลักตั้งแต่สหรัฐฯ ยุโรป ไปจนถึงเอเชีย ปรับตัวลดลงพร้อมกัน ขณะที่เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย สะท้อนการเปลี่ยนโหมดของนักลงทุนเข้าสู่ “risk-off” อย่างชัดเจน
สถานการณ์นี้กำลังบอกอะไรบางอย่างที่ลึกกว่าการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว เพราะสิ่งที่ตลาดกำลังตอบสนอง คือ “ทิศทางหลังจากนี้” เริ่มไม่เป็นไปตามความคาดหวังเดิมที่จะเข้าสู่รอบลดดอกเบี้ย ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่จบง่ายๆ
ล่าสุดการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด แม้จะมีมติ “คงอัตราดอกเบี้ย” ไว้ที่ระดับ 3.50–3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นถัดมาคือภาพของตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่กลับปรับตัวลง พร้อมกับการดีดตัวขึ้นของสินทรัพย์ปลอดภัย
ข้อมูลตลาดหุ้นล่าสุดสะท้อนภาพ “risk-off” หรือการที่นักลงทุนลดความเสี่ยงลงอย่างชัดเจน โดยวันนี้ (30 เม.ย.69) ดัชนีหลักหลายแห่งในยุโรปและเอเชียปรับตัวลดลง (ณ เวลา 14.40 น. ตามเวลาประเทศไทย) เช่น
แม้เฟดจะคงดอกเบี้ยตามคาด แต่รายละเอียดของการประชุมกลับสร้าง “negative surprise” ให้กับตลาด โดยเฉพาะการลงมติที่ “ไม่เป็นเอกฉันท์” ที่ 8 ต่อ 4 ซึ่งถือว่าเสียงแตกมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ สะท้อนความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินในระยะถัดไป
ประเด็นสำคัญคือ ตลาดเริ่มปรับความคาดหวังใหม่ จากเดิมที่เชื่อว่าเฟดจะเข้าสู่รอบลดดอกเบี้ยในปี 2569 แต่หลังการประชุมครั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เริ่มมองว่าโอกาสลดดอกเบี้ยแทบหายไป และมีแนวโน้มที่ดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาด
ขณะเดียวกัน สงครามในตะวันออกกลางก็เป็นตัวเร่งสำคัญ โดยส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นใกล้ระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ และทำให้เฟดไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายได้
ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส มองว่า แม้เฟดจะคงดอกเบี้ยตามคาด แต่การส่งสัญญาณด้วยมติ 8:4 นั้น มี 1 รายโหวตลดดอกเบี้ย และ 3 ราย หนุนการคงดอกเบี้ยแต่คัดค้านถ้อยคําส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบาย เป็นการเสียงแตกมากสุดนับตั้งแต่ปี 2535
โดยประเด็นแนวโน้มเงินเฟ้อพุ่งจากผลกระทบของสงคราม ถูกยกระดับให้เป็นภัยเร่งด่วน ทำให้ตลาดเริ่มเชื่อว่า “ดอกเบี้ยจะสูงนานขึ้น” ซึ่งผลการสํารวจของ FED WATCHTOOL คาดการณ์ว่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ตลอดท้ังปีนี้ ด้วยน้ําหนักเกิน 80%
ด้าน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า ความหวังในการลดดอกเบี้ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังผลประชุม โดยมองว่าเฟดอาจไม่ลดดอกเบี้ยเลยตลอดปี 2569
ซึ่งการคงดอกเบี้ยในภาวะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน จะเป็น “ลบต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร” ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างเปราะบางสำหรับนักลงทุน อย่างไรก็ตาม หุ้นบางกลุ่ม เช่น ธนาคาร อาจได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ไม่ลดลง
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้