
สรุปไฮไลต์ Session “ลงทุนเป็น เห็นพอร์ตโต” จากงาน “ตลาดหลักทรัพย์ฯ สัญจร ระยอง” เพราะยุคนี้แค่เก็บเงินสดไม่พอ ส่องทางรอดในยุคเงินเฟ้อพุ่ง-AI ดิสรัปต์
ถ้ายังคิดว่า “ไม่ลงทุน = ปลอดภัย” งานนี้อาจทำให้คุณต้องคิดใหม่ เพราะในโลกที่เงินเฟ้อกัดกินเงินในกระเป๋าทุกวัน แถม AI กำลังเร่งสปีดเข้ามาแย่งงานเร็วกว่าที่คิด การปล่อยเงินให้นอนนิ่ง จึงไม่ใช่เซฟโซนอีกต่อไป
เพื่อเป็นการติดอาวุธนักลงทุนและเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายนี้ ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จัดงาน “ตลาดหลักทรัพย์ฯ สัญจร ระยอง” เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ด้วยบรรยากาศคึกคักที่เต็มไปด้วยนักลงทุนชาวระยองและจังหวัดใกล้เคียงที่ตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างหนาแน่น
โดยเฉพาะไฮไลต์ประเดิมเวทีใน Session แรกอย่างหัวข้อ “ลงทุนเป็น เห็นพอร์ตโต” ที่อัดแน่นไปด้วยอินไซต์จาก 3 กูรูตัวจริงของวงการ ได้แก่
ซึ่งถ้าใครพลาดงานนี้ Thairath Money สรุปแก่นสำคัญไว้ที่นี่แล้ว
หลายคนอาจคิดว่าการทำงานเก็บออมเงินสดไว้เฉยๆ คือความปลอดภัยที่สุด แต่บนเวทีนี้ กูรูทั้งสามประสานเสียงชัดเจนว่า การไม่ลงทุนเลยต่างหากคือความเสี่ยงที่สุด
พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ชี้ให้เห็นภาพชัดเจนว่า การลงทุนคือวิธีในการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว ผ่านกลไกที่เรียกว่า “พลังดอกเบี้ยทบต้น” หากเราทำผลตอบแทนได้ 7-8% ต่อปี ภายใน 10 ปี เงินที่เรามีจะโตเป็นสองเท่า
ในทางกลับกัน หากถือเงินสดไว้เฉยๆ อำนาจซื้อของเราจะถูก “เงินเฟ้อ” กัดกิน ยิ่งปีนี้สถานการณ์น้ำมันแพงอาจดันเงินเฟ้อพุ่งกลับไปแตะระดับ 4% การถือเงินสดจึงเท่ากับมูลค่าเงินลดลงทุกวัน
จรูญพันธ์ วัฒนวงศ์ ขยายภาพว่า ในยุคปัจจุบันเราไม่ได้สู้แค่กับเงินเฟ้อ แต่ความน่ากลัวคือเรากำลังถูก AI แย่งงาน ซึ่งจากเดิมมีการคาดการณ์ว่าภาคธุรกิจจะนำ AI มาใช้ราว 10% แต่ของจริงทะยานไปถึง 17% แล้ว
ส่งผลให้เกิดกระแส Early Retire และคนตกงานมากขึ้น การลงทุนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนรวย แต่เป็น “แหล่งรายได้จำเป็น” ที่ทุกคนต้องรีบสร้างเพื่อเป็นเบาะรองรับในวันที่อาชีพไม่มั่นคง
ด้าน ชัชวนันท์ สันธิเดช กล่าวว่า ให้มองเงินเป็นลูกน้องคนหนึ่ง ที่ต้องมีค่ากินค่าใช้ที่เราต้องจ่าย หรือก็คือเงินเฟ้อที่ทำให้มูลค่าลดลงทุกวัน ถ้าเราไม่ส่งลูกน้องไปทำงานหรือไม่เอาไปลงทุน ผลลัพธ์คือติดลบ จะลงทุนมากหรือน้อย ก็ต้องเริ่มใช้ให้เงินไปทำงาน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์โลกตอนนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันที่อาจทรงตัวระดับสูง และทิศทางดอกเบี้ยที่อาจไม่ลดลงตามคาดการณ์เดิม สิ่งเหล่านี้ทำให้ตลาดหุ้นผันผวน แล้วนักลงทุนควรทำอย่างไร
จรูญพันธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีทางเลือกในการลงทุนเยอะขึ้น นักลงทุนสามารถใช้เครื่องมืออย่าง DW หรือตลาด TFEX ที่สามารถทำกำไรในตลาดขาลงได้ แต่กฎเหล็กที่สำคัญที่สุดคือ “อย่าลงทุนเกินความรู้ที่เรามี” ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ใดก็ตาม หรือแม้แต่การทำธุรกิจ หากไม่ทำการบ้าน และลงทุนเกินความรู้ บทสรุปคือเจ๊งทุกคน
ด้าน พิชัย แนะนำกลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบ Barbell เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอน โดยแบ่งน้ำหนักไปที่ 2 ฝั่ง คือ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสงคราม และกลุ่มที่เสียประโยชน์แต่ราคาปรับฐานลงมาลึกเกินไป (Oversold) โดยมีกลุ่ม Defensive ที่มีความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจเป็นแกนกลางคอยประคองพอร์ต เช่น ธุรกิจที่สามารถผลักดันภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้
สำหรับคนที่มองว่ายุคนี้ลงทุนยาก ชัชวนันท์ ให้มุมมองแบบนักลงทุน VI ว่า เป็นเพราะเราไปโฟกัสแต่ “ข่าววันนี้” เพราะหากมองย้อนกลับไป 10-20 ปี จะเห็นได้ว่าโลกเราเจอวิกฤติที่หนักกว่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน
แต่สถิติผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีของตลาดหุ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น S&P500 (+235%), SENSEX อินเดีย (+215%), NIKKEI 225 ญี่ปุ่น (+115%) หรือแม้แต่ SET (+12%) ของไทยเราที่มองว่ายาก ก็พิสูจน์แล้วว่าการลงทุนระยะยาวยังไงก็ไม่ขาดทุน หากเราเลือกลงทุนในสิ่งที่ถูกต้องและมีวินัย
หัวใจสำคัญในการลงมือปฏิบัติจริงสำหรับนักลงทุนทุกระดับ คือการเริ่มต้นในการ “ตั้งเป้าหมายให้ชัด” เริ่มต้นจากการถามตัวเองว่าอยากมีชีวิตแบบไหนตอนเกษียณ รับความเสี่ยงได้แค่ไหน และมีกระแสเงินสดเพียงพอหรือไม่ เมื่อมี “ธง” ในใจที่ชัดเจน เราจะรู้ว่าต้องเลือกเครื่องมือไหนมาใช้ให้ตอบโจทย์
ทั้งนี้ ควรกระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เน้นกิจการที่พื้นฐานดีและราคาต่ำกว่ามูลค่า และหากตลาดหุ้นไทยตอบโจทย์ไม่พอ การออกไปลงทุนต่างประเทศผ่าน DR หรือเริ่มจากกองทุน ETF ก็เป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่ายในปัจจุบัน ที่สำคัญคืออย่าให้น้ำหนักหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป
การลงทุนนั้น เปรียบเสมือนการสร้าง "เครื่องจักรผลิตเงิน" ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของ “ดอกเบี้ยทบต้น” เราต้องสร้างเครื่องจักรนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง อย่าลอกพอร์ตหุ้นจากคนอื่น ต้องลงมือค้นคว้า คิด วิเคราะห์ และตัดสินใจด้วยตัวเองทั้งหมด ใครที่ลงมือทำก่อน ย่อมมีโอกาสรวยก่อนเสมอ
นี่คือบทสรุปจากเวที “ตลาดหลักทรัพย์ฯ สัญจร ระยอง” ที่สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจจะผันผวนแค่ไหน หรือเทคโนโลยีจะเปลี่ยนโลกไปอย่างไร ความรู้ทางการเงินและการลงทุนคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
ใครที่อ่านจบแล้วรู้สึกอยากเติมความรู้ หาไอเดียการลงทุนแบบเจาะลึกแบบนี้ บอกเลยว่าไม่ต้องเสียดาย เพราะงานดีๆ อย่าง "ตลาดหลักทรัพย์ฯ สัญจร" บิ๊กอีเวนต์ที่ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งใจจัดขึ้นเพื่อเสิร์ฟความรู้ด้านการเงิน ความพิเศษยังไม่จบลงแค่นี้
ชาวภาคเหนือเตรียมปักหมุดรอไว้ได้เลย เพราะสถานีต่อไปจะยกขบวนความมั่งคั่งไปสัญจรกันที่จังหวัดเชียงใหม่ รับรองว่าเนื้อหา สาระ และอินไซต์จากเหล่ากูรูยังคงเข้มข้น จัดเต็ม และสนุกสนานเหมือนเดิมแน่นอน
ใครที่ไม่อยากพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้ สามารถติดตามกำหนดการและอัปเดตข่าวสารเพิ่มเติมได้เลยที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ www.set.or.th