
วิกฤติฮอร์มุซยืดเยื้อ! SCC จำใจปิดโรงงาน LSP ในเวียดนามชั่วคราว โบรกฯ หั่นคำแนะนำ "ขาย" ชี้ราคาปัจจุบันแพงทะลุพื้นฐาน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ราคาหุ้นวันนี้เช้าร่วง 6.44%
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงน่าเป็นห่วง และยังไม่มีท่าทีจะจบลง ล่าสุดลุกลามถึงภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของไทยอย่างบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น SCC
ที่ล่าสุดต้องประกาศปิดโรงงาน LSP ในเวียดนามชั่วคราว ขณะที่โบรกเกอร์ฯ พร้อมใจกันปรับลดคำแนะนำ แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ของปีนี้ก็ตาม เนื่องจากประเมินว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ยังมีอยู่สูงมาก
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อ จากการรายงานของสื่อต่างประเทศล่าสุดพบว่า การเจรจาหยุดยิงเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือที่กรุงอิสลามาบัดต้องหยุดชะงักลง
ท่ามกลางการยึดเรือสินค้าและการปิดล้อมเส้นทางที่ยังดำเนินอยู่ วิกฤตการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญในการขนส่งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงวัตถุดิบปิโตรเคมี ส่งผลให้บริษัทเดินเรือต้องปรับเปลี่ยนเส้นทาง ต้นทุนค่าขนส่งและค่าประกันภัยพุ่งสูงขึ้น เกิดความล่าช้าในการจัดส่ง และทำให้ราคาพลังงานรวมถึงวัตถุดิบต่างๆ ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบจากห่วงโซ่อุปทานที่สะดุดลงอย่างหนักได้ส่งมาถึง บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 SCC ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงความจำเป็นในการหยุดการเดินโรงงาน Long Son Petrochemicals Co., Ltd. (LSP) ในประเทศเวียดนามเป็นการชั่วคราว ซึ่งจะเริ่มขึ้นในช่วงประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2569
เนื่องจากมองว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้อยู่นอกเหนือการควบคุม ส่งผลให้การจัดหาวัตถุดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีข้อจำกัดทั้งในด้านราคาและความต่อเนื่อง แม้บริษัทจะพยายามบรรเทาผลกระทบด้วยการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นนอกช่องแคบฮอร์มุซแล้วก็ตาม
การหยุดโรงงาน LSP ในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนโดยประมาณ 250 ล้านบาทต่อเดือน โดย SCC จะใช้ช่วงเวลานี้เร่งดำเนินการซ่อมบำรุงและเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทน (โครงการ LSPE) เพื่อให้เครื่องจักรพร้อมดำเนินงานและช่วยสนับสนุนแผนการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) ผู้ผลิตปิโตรเคมีขั้นต้นรายใหญ่ในกลุ่ม SCGC ได้หยุดเดินโรงงานโอเลฟินส์ชั่วคราวไปแล้วตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2569
สำหรับการดำเนินงานของโรงงานอื่นๆ ในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์รวมถึงธุรกิจอื่นของเอสซีจี ยังคงดำเนินการตามปกติ โดยปรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป
ด้านความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น SCC บนกระดาน ทำผลงานได้อย่างร้อนแรงตั้งแต่ต้นปี โดยราคาปิดตลาดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 อยู่ที่ 233.00 บาท ปรับตัวบวกขึ้นถึง 26.98% (YTD)
อย่างไรก็ตาม เปิดตลาดหุ้นวันนี้ ราคาหุ้น SCC ปรับตัวลดลงอย่างหนัก โดย ณ เวลา 10.26 น. ราคาหุ้นอยู่ที่ 218.00 ลดลง 15.00 บาท หรือ -6.44% จากราคาวันก่อนหน้า
นักวิเคราะห์ต่างมีมุมมองที่ระมัดระวังและปรับลดคำแนะนำการลงทุน โดยฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ปรับลดคำแนะนำจาก "Trading" เป็น "ขาย" ที่ราคาเป้าหมาย 220.00 บาท
โดยมองว่าการตัดสินใจหยุดเดินเครื่อง LSP ประกาศล่วงหน้าประมาณ 4 สัปดาห์ เพื่อให้ลูกค้าบริหารแผนการผลิตได้ ถือเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล ภายใต้ข้อจำกัดด้านวัตถุดิบที่มีจำกัดและราคาสูง การดึงวัตถุดิบไปป้อนให้กับโรงงาน MOC ในไทยแทนจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มได้ดีกว่า เพราะสามารถผลิตสินค้า HVA ที่มีมูลค่าเพิ่มและมาร์จิ้นสูงกว่า
สำหรับต้นทุนเงินสด 250 ล้านบาทต่อเดือนที่เกิดขึ้นนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายคงที่ (ส่วนใหญ่คือค่าเสื่อมราคา) ของโรงงาน LSP ที่มีอยู่ราว 1,000 ล้านบาทต่อเดือนอยู่แล้ว จึงไม่ได้ทำให้ SCC มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาหุ้นจะปรับขึ้นราว 40% จากจุดต่ำสุดหลังเกิดความขัดแย้ง บนความคาดหวังว่าวัฏจักรปิโตรเคมีขาลงจะผ่านพ้นเร็วกว่าคาด แต่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง และราคาหุ้นปัจจุบันได้ปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าราคาเหมาะสมที่ประเมินไว้แล้ว
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ปรับลดคำแนะนำลงมาเป็น "ถือ" ที่ราคาเป้าหมาย 250.00 บาท) โดยคาดว่าจะเห็นปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จากการหยุดดำเนินงานของทั้งโรงงาน LSP และ ROC ซึ่งมีสัดส่วนกำลังการผลิตรวมในผลิตภัณฑ์หลักค่อนข้างสูง
นอกจากนี้ มองเห็นถึงความเสี่ยงต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 จากปริมาณขายที่อาจน้อยกว่าคาด โดยจากการวิเคราะห์ความอ่อนไหว ประเมินว่าทุกๆ 1 เดือนที่ LSP และ ROC หยุดดำเนินงาน จะกระทบปริมาณผลิต (PE, PP) รวมประมาณ 120,000 ตัน
แม้ในเบื้องต้นจะยังคงประมาณการกำไรสุทธิและราคาเป้าหมายไว้เท่าเดิม เนื่องจากมองว่ายังมีโอกาสที่โรงงานจะกลับมาเดินเครื่องได้หากสงครามยุติ แต่เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันได้สะท้อน Upside ไปมากจนเหลือส่วนต่างจำกัดแล้ว จึงแนะนำเพียงถือดูสถานการณ์
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้