
ลุ้นกันทุกชั่วโมงว่าความขัดแย้งที่ตะวันออกกลางจะเปลี่ยนไปทางไหน เพราะอาจกระทบราคาน้ำมัน และตลาดทุนทั่วโลก แต่ถึงโลกจะไม่แน่นอน ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพุ่งทำสถิติใหม่ แต่ไม่นานก็เจอแรงเทขายจนติดลบ สถานการณ์แบบนี้นักลงทุนควรตั้งรับ หรือปรับพอร์ตไปทางไหนบ้าง?
ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงและความขัดแย้งที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลต่อความผันผวนของราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก แต่ปี 2569 นี้กลับเห็นสัญญาณบวกจากการที่ Fund Flow มีแนวโน้มไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงประเทศไทย ดังนั้นนักลงทุนยิ่งต้องติดตามสถานการณ์และปรับพอร์ตให้พร้อมรับมือความผันผวน
ในปีนี้ จึงเน้นการผสานมุมมองการลงทุน เพื่อคัดกรองสินทรัพย์ กระจายความเสี่ยง และเฟ้นหาผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ปกป้องและสร้างความมั่งคั่งให้ลูกค้าในทุกสภาวะตลาด”
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส (ASP) กล่าวว่า ในส่วนหุ้นสหรัฐฯ จากข้อมูลในอดีตพบว่า ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ในปีที่เกิดวิกฤติน้ำมัน มักกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ติดลบเฉลี่ย 18.3% แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่เจอกับ Stagflation (ภาวะเศรษฐกิจถดถอย) ตลาดหุ้นมักจะปรับตัวได้แรงในปีต่อมา
ขณะเดียวกันถ้าย้อนดูช่วงวิกฤติสงคราม ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมักส่งผลต่อตลาดหุ้นเสมอ โดยช่วงแรก มักกดดันให้ตลาดหุ้นปรับฐานร่วงลงแรง และในช่วงท้ายที่ราคาน้ำมันลดลง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะทยอยฟื้นตัวชัดขึ้น
ทั้งนี้ กรณีความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านที่ปะทุขึ้นในเดือน ก.พ. 2569 อาจเห็นผลกระทบรุนแรงกว่า สงครามน้ำมัน 4 ครั้งที่ผ่านมา เพราะการโจมตีมุ่งไปที่แหล่งผลิตพลังงานซึ่งอาจกระทบกำลังการผลิตนานกว่าปกติ ดังนั้นทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯ สหภาพยุโรปอาจต้องเจอแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ล่าสุดทาง IMF ลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2569 ลงมาที่ 3.1%
ในส่วนของหุ้นสหรัฐ ช่วงที่ผ่านมาขึ้นแรงในระยะสั้น ๆ ทำให้บางช่วงเห็นดัชนีพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ แต่มองว่าการขึ้นนั้นยังไม่แข็งแรง ทั้งนี้ กลยุทธ์หลักในการลงทุนมองว่า เมื่อตลาดที่เข้าสู่ช่วงการลดความตึงเครียดในกรณีที่บรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ช่วยหนุนให้ตลาดกลับเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) ในช่วงสั้น ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี, ปัญญาประดิษฐ์, ชิปเซมิคอนดักเตอร์, การบริโภค, การท่องเที่ยว แต่ต้องจัดพอร์ตให้สัดส่วนการลงทุนสมดุล พร้อมรับผลกระทบจากเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้นเพราะสงคราม
ในส่วนของตลาดหุ้นไทย ปี 2569 นี้ยังคงเป้าหมายดัชนีที่ 1,580 จุด บนสมมติฐานอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.00% มีกรอบล่าง 1,430 จุด โดย Downside ยังจำกัด แต่ยังต้องเจอความผันผวนในช่วงนี้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์กำไรของตลาดหุ้นไทยที่ 1.2 ล้านล้านบาท EPS ที่ 95 บาท/หุ้น
ทั้งนี้ SET Index ยังมีแรงหนุนจาก Fund Flow ที่ไหลเข้า และ โครงสร้างกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์เลยทำให้ถึงเกิดสงครามก็ยังปรับตัวได้ดี ซึ่งหากสงครามเริ่มหาทางเจรจากันได้ และส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทยในระยะข้างหน้า โดยหุ้นกลุ่มปันผลสูง มองว่ายังน่าสนใจ ทั้งนี้มีรายชื่อหุ้นแนะนำ ได้แก่ KTB, BBL, KBank, GULF, BGRIM, CPF เป็นต้น
แต่ความเสี่ยงของตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นเรื่องเศรษฐกิจ คาดว่า GDP ปี 2569 ของไทยจะอยู่ที่ 1.5-1.6% รวมถึงปัจจัยเสี่ยงหนี้สาธารณะที่อยู่ระดับสูง และมองว่าต้องมีการปรับเพดานหนี้ฯ ให้อยู่สูงกว่า 70% เพื่อให้รองรับกับภาระการคลังที่มีอยู่
สุดท้ายนี้ ดร.ก้องเกียรติ ยังเล่าถึงแนวทางของ เอเซีย พลัส ว่าปี 2569 จะมีการปรับกลยุทธ์ธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการบริหารความมั่งคั่ง เพื่อให้คำแนะนำกับลูกค้าอย่างครบวงจร อย่างธุรกิจ Wealth Management ที่แม้ว่าจะมีการแข่งขันสูงขึ้น แต่จะขยายการบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการส่งต่อมรดก การจัดพอร์ตครอบครัวตามโจทย์ของลูกค้า
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney