
ตลาดหุ้นไทยหยุดยาวสงกรานต์นี้ แต่โลกยังผันผวน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้เป็นความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศ แนะนักลงทุนติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ตั้งสติ มองระยะยาว และหาจังหวะลงทุนท่ามกลางวิกฤติ
ในจังหวะที่ตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ความจากปัจจัยภายนอกกลับไม่ได้หยุดตาม โดยเฉพาะความตึงเครียดของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และทิศทางตลาดการเงินทั่วโลกได้ตลอดเวลา ท่ามกลางบริบทที่ตลาดต่างประเทศยังเปิดทำการตามปกติ ทำให้นักลงทุนไทยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในช่วงที่ไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทันที
กรณีที่ตลาดหุ้นไทยกำลังจะเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ในขณะที่ตลาดหุ้นอื่นในต่างประเทศไม่ได้หยุดทำการ และสถานการณ์ยังสร้างความผันผวนต่อตลาดทุนได้ตลอดเวลา นักลงทุนอาจมีความกังวลว่าหากมีเหตุการณ์หรือปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบในช่วงดังกล่าวจะถือเป็นความเสี่ยงหรือไม่นั้น
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวถือเป็นความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์หลายครั้งที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยมักจะสามารถรอดพ้นเหตุการณ์ต่างๆ มาได้อย่างปลอดภัย
ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยปิดทำการและสถานการณ์มีความผันผวนมากๆ การที่ตลาดปิดทำการจะส่งผลดีในแง่ของการช่วยให้ผู้ลงทุนมีเวลาคิดทบทวนสถานการณ์ และทำให้ไม่เกิดภาวะตื่นตระหนกตกใจกับเหตุการณ์ต่างๆ มากจนเกินไป ซึ่งหากย้อนกลับไปดูในอดีตจะพบว่าเคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง
พร้อมกันนี้ ดร.ศรพล ได้เน้นย้ำให้นักลงทุนติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญหลักคือต้องไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ผู้ลงทุนมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายการลงทุนในระยะยาวเป็นหลัก รวมถึงให้มองหาโอกาสการลงทุนที่อาจเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤติในช่วงดังกล่าวด้วย
ดร.ศรพล กล่าวว่า แม้จะมีความท้าทายจากปัจจัยภายนอกประเทศ แต่ดัชนีตลาดหุ้นไทย หรือ SET Index ยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและมีสภาพคล่องที่สูงเมื่อเทียบกับภูมิภาค พร้อมแนะให้นักลงทุนจับตาความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และมองหาโอกาสจากการปรับตัวของภาคธุรกิจ
โดยภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดัชนีมีการย่อตัวลงมาประมาณ 5% ซึ่งถือว่าปรับตัวลดลงน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ขณะที่ตัวเลขผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2569 ณ สิ้นเดือนมีนาคมยังคงเป็นบวกอยู่ราว 15% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงและเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค
นอกจากนี้ สภาพคล่องของตลาดยังอยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ประมาณ 64,000 ล้านบาท และบางช่วงพุ่งสูงถึงกว่า 70,000 ล้านบาทต่อวัน
ในส่วนของกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) แม้ในเดือนมีนาคมจะมียอดขายสุทธิ แต่เมื่อนับตั้งแต่ต้นปีพบว่าต่างชาติยังคงมียอดซื้อสุทธิสะสมอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท
ดร.ศรพล ประเมินว่า ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือสถานการณ์สงครามและการประกาศหยุดยิง ซึ่งล่าสุดเริ่มมีข่าวเชิงบวกที่ทำให้ตลาดตอบรับในทิศทางที่ดีขึ้นและดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามราคาน้ำมัน ที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน คาดว่าจะเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นในช่วงกลางปี และอาจทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อหรือไม่
รวมถึงติดตามทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งในขณะนี้ตลาดไม่ได้มองว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว แต่อาจจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ หรือหากเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นแรงก็อาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลข GDP ของสหรัฐฯ ที่ออกมาไม่ค่อยดีนัก ก็ยังทำให้ทิศทางนโยบายมีความก้ำกึ่งอยู่
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้