
จับตาหุ้นโรงกลั่น หลังค่าการกลั่นพุ่งจากสงคราม ดันราคาหุ้นวิ่งแรง ด้าน เอกนัฎ รมว.พลังงาน เรียกถกด่วนหวังแก้วิกฤติราคาน้ำมันแพง
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางราคาพลังงานโลกที่ผันผวนและดีดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากดันราคาน้ำมันหน้าปั๊มให้พุ่งสูงขึ้นแล้ว ยังส่งผลให้ตัวเลข "ค่าการกลั่น” พุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด สร้างความคาดหวังถึงผลกำไรมหาศาล ผลักดันให้ "หุ้นกลุ่มโรงกลั่น" เป็นจุดสนใจของนักลงทุนที่แห่เข้ามาเก็งกำไร จนราคาพุ่งแรงยกแผง
แต่ในอีกมุมหนึ่งตัวเลขค่าการกลั่นที่สูงขึ้นนี้ นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์และแรงกดดันจากสังคมอย่างหนัก ร้อนถึงกระทรวงพลังงานที่ต้องเรียกผู้ประกอบการโรงกลั่นเข้าหารือด่วนเพื่อหาทางลดภาระประชาชน ซึ่งยังเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา เพราะอาจพลิกกระดานทิศทางราคาหุ้นโรงกลั่นได้ทุกเมื่อ
สถานการณ์สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น สร้างความกังวลต่อการขาดแคลนพลังงาน ดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนและขยับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มโรงกลั่นกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนและสังคมอีกครั้ง หลังจากตัวเลข "ค่าการกลั่น" (Gross Refining Margin - GRM) ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่เคยเฉลี่ยอยู่เพียง 2.14 - 2.09 บาทต่อลิตรในช่วงต้นปีแต่ในเดือนมีนาคมพุ่งขึ้นไปที่ 7.23 บาท นำมาซึ่งความคาดหวังจากนักลงทุนเรื่องกำไรมหาศาลของกลุ่มบริษัทโรงกลั่น แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นเป้าหมายหลักที่ถูกเพ่งเล็งจากภาครัฐและสังคม
เมื่อประชาชนต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพจากราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่แพงขึ้น สังคมจึงตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติ มีเสียงเรียกร้องจากหลายภาคส่วนให้รัฐบาลเข้ามาดูแล
ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเพดานค่าการกลั่น การยกเลิกอิงราคาตลาดสิงคโปร์ รวมถึงการเสนอให้จัดเก็บ "ภาษีลาภลอย" จากกำไรส่วนเกิน เพื่อนำเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันติดลบหนักถึงราว 40,000 ล้านบาท
ล่าสุด (7 เม.ย.69) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เรียกตัวแทนกลุ่มโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งเข้าหารือ เป้าหมายหลักคือ "การขอลดราคาหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร" เพื่อลดภาระประชาชนโดยไม่ต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ไปอุดหนุนเพิ่ม แต่หากการเจรจาไม่เป็นผล ก็เตรียมงัดอำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มาบังคับใช้
แม้ว่ากลุ่มโรงกลั่นจะกำลังเผชิญกับแรงกดดันและการถูกเพ่งเล็งอย่างหนักจากภาครัฐในประเด็นค่าการกลั่นที่สูงขึ้น แต่ด้วยปัจจัยหนุนจากความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันตึงตัวจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กลับส่งผลให้เกิดแรงซื้อเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์ ดันให้ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในวันนี้ปรับตัวแดนบวกกันอย่างถ้วนหน้าและร้อนแรง
โดยความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่น ณ เวลา 14.00 น. ดังนี้
ขณะที่หากย้อนไป 1 เดือน จนถึงราคาปิดตลาดวันที่ 3 เม.ย.69 ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นพุ่งขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องรอติดตามต่อไปว่า ผลสรุปจากมาตรการของรัฐบาลและการเจรจาระหว่างกระทรวงพลังงานกับกลุ่มผู้ประกอบการโรงกลั่นจะออกมาเป็นอย่างไร หากภาครัฐมีการควบคุมค่าการกลั่น ย่อมส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสามารถในการทำกำไร และอาจเปลี่ยนทิศทางของราคาหุ้นกลุ่มนี้ในอนาคตได้
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้