ลุ้นเส้นตาย “เปิดฮอร์มุซ” ชี้ชะตาตลาดหุ้น โบรกฯ ชี้รับเสี่ยงไม่ไหว แนะถือ “เงินสด-ตราสารหนี้”

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ลุ้นเส้นตาย “เปิดฮอร์มุซ” ชี้ชะตาตลาดหุ้น โบรกฯ ชี้รับเสี่ยงไม่ไหว แนะถือ “เงินสด-ตราสารหนี้”

Date Time: 7 เม.ย. 2569 11:52 น.

Video

เทคนิคซื้อบ้านฉบับปี 2026 ซื้อบ้านแบบไหนประหยัดเงินได้มากกว่ากัน? | Money Issue EP.49

Summary

“ช่องแคบฮอร์มุซ” ชี้ชะตาตลาดหุ้น หลังสหรัฐฯ ขีดเส้นตายพรุ่งนี้ต้องเปิด กดดันราคาน้ำมันพุ่ง-หุ้นผันผวน โบรกฯ แนะ “ชะลอลงทุน” รับความเสี่ยงได้ต่ำควรถือเงินสด-ตราสารหนี้ รอจังหวะ

Latest


สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังจับตาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ขีดเส้นตายให้อิหร่านต้องเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ภายในเวลาที่กำหนด ไม่เช่นนั้นอาจเผชิญการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางทั้งตลาดพลังงานและตลาดหุ้นในอนาคต

นักวิเคราะห์หลายสำนัก ให้ความเห็นตรงกันว่า “ความไม่แน่นอน” คือความเสี่ยงหลักในช่วงนี้ เพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าสงครามจะมีจุดสิ้นสุดอย่างไร หากรับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำให้ชะลอการลงทุน และอาจเน้นถือ “เงินสด” หรือ “ตราสารหนี้ระยะสั้น” พร้อมรอจังหวะเข้าซื้อสินทรัพย์พื้นฐานดีเมื่อสถานการณ์ชัดเจนขึ้นในระยะถัดไป


ขีดเส้นตาย “ช่องแคบฮอร์มุซ” ต้องเปิด

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงอยู่ในจุด “หัวเลี้ยวหัวต่อ” โดยตลาดโลกจับตาเส้นตายสำคัญที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดให้อิหร่านต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในเวลา 20.00 น. (ตามเวลาสหรัฐฯ) มิฉะนั้นจะเผชิญกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขที่กดดันทั้งด้านการทหารและเศรษฐกิจอย่างมาก

ขณะเดียวกัน ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกยังคงถูกจำกัดการใช้งาน โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของอุปทานพลังงานโลก การปิดกั้นดังกล่าวได้สร้างแรงกระแทกต่อระบบพลังงานและการค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรง และเกิดภาวะ Supply Shock ในหลายภูมิภาค

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงยืนอยู่ในระดับสูง โดยล่าสุดเคลื่อนไหวเหนือ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลว่าหากเส้นตายไม่สามารถนำไปสู่ข้อตกลงได้ ความเสี่ยงต่อการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานจะยิ่งเพิ่มขึ้น และอาจกระทบต่ออุปทานน้ำมันในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ

แม้จะมีสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายยังคงเปิดช่องทางการเจรจาอยู่ แต่ความไม่ไว้วางใจและเงื่อนไขที่แตกต่างกันยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้ตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย ยังคงเคลื่อนไหวผันผวนตามกระแสข่าวรายวัน


แนะ “ชะลอลงทุน” รับความเสี่ยงได้ต่ำถือ “เงินสด-ตราสารหนี้”

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า จากการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ขีดเส้นตายพร้อมคำขู่ที่จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานและโรงไฟฟ้าของอิหร่านหากไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การซื้อขายจะผันผวนไปตามข่าวสงครามและ Supply Shock จึงแนะนำให้ “ชะลอการลงทุน” เพื่อรอดูความคืบหน้าของเส้นตายวันอังคารของสหรัฐฯ

หากมีการโจมตีรุนแรงเกิดขึ้นจะเป็นสัญญาณลบที่นักลงทุนควรพิจารณาขายทำกำไรหรือลดพอร์ตลงทันที รวมถึงต้องระมัดระวังกลุ่มโรงกลั่นที่อาจถูกแทรกแซงโครงสร้างราคาจากภาครัฐด้วย

พร้อมเน้นย้ำถึงทางเลือกในการจำกัดความเสี่ยงว่า "ในปัจจุบันตัวเลือกที่ปลอดภัยมีน้อยลง นักลงทุนจำเป็นต้องเลือกหุ้นอย่างระมัดระวัง” โดยยังคงแนะนำให้มี PTTEP ไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤติพลังงาน รวมถึงหุ้นปิโตรเคมีอย่าง PTTGC ที่จะได้ประโยชน์ในส่วนนี้

ส่วนหุ้นที่มีความเคลื่อนไหวสูงตัวอื่นๆ แนะนำให้รอจังหวะที่ราคาอ่อนตัวลงก่อนเข้าซื้อ อาทิ GULF, ADVANC, TRUE, CPALL, BDMS และ CPN เป็นต้น

ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวนตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กลยุทธ์การลงทุนจึงต้องเน้นความยืดหยุ่นสูง โดยแบ่งตามระดับความเสี่ยงของผู้ลงทุน

สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลต่อความล้มเหลวของการเจรจา แนะนำให้ปรับสัดส่วนมาถือ “เงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้น” เพื่อรักษาความคล่องตัว และลดผลกระทบจากการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร พร้อมรอจังหวะเข้าซื้อสินทรัพย์พื้นฐานดีเมื่อสถานการณ์ชัดเจนขึ้นในระยะถัดไป

ส่วนการบริหารพอร์ตระยะสั้น แนะนำหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้นอย่าง PTTEP และ PTTGC พร้อมกำหนดจุด Trailing Stop เสมอ (จุดตัดขาดทุน) หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

นอกจากนี้ยังสามารถสะสมหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูง (Dividend Yield มากกว่า 5%) เพื่อสร้างกระแสเงินสดก่อนการขึ้นเครื่องหมาย XD ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม เช่น KTB, KTC, KBANK และ TISCO เป็นต้น

ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ให้เน้นเก็งกำไรระยะสั้นในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของ Supply Chain หรือทยอยสะสมหุ้นกลุ่ม Defensive ที่มีอำนาจในการต่อรองราคาสูงเพื่อรับมือภาวะเงินเฟ้อในระยะยาวต่อไป


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ