
สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เผย ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ในช่วงที่เหลือของปี จากแรงหนุนของปัจจัยในประเทศและความคาดหวังจากเม็ดเงินไหลเข้าเป็นหลัก
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงถูกกดดันจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และความยืดเยื้อของสงครามการค้าที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจึงเต็มไปด้วยความท้าทาย
อย่างไรก็ตาม สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ได้ออกมาเปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก แต่ sentiment การลงทุนในตลาดหุ้นไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ในช่วงที่เหลือของปี จากแรงหนุนของปัจจัยในประเทศและความคาดหวังจากเม็ดเงินไหลเข้าเป็นหลัก
สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนว่า ปัจจัยลบที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนอันดับหนึ่งคือ สถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล โดย 92% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าเป็นผลลบ
แม้ว่าสถานการณ์อาจดูใกล้จะยุติ แต่ยังคงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากอาจมีปัญหาเรื่องการขนส่งสินค้าทางเรือและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนค่าประกันภัยและการขนส่งพุ่งสูงตามไปด้วย
นอกจากนี้ หากความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ก็อาจทำให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน โดยนักวิเคราะห์ได้ประเมินสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยของปีนี้ไว้ที่ 80.80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ดี สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย มีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 1.5-1.72% ซึ่งเป็นผลกระทบส่วนหนึ่งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น
ในมุมมองของ ธีรเศรษฐ์ พรหมพงษ์ นักกลยุทธ์เศรษฐศาสตร์มหภาค บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ประเมินว่าสงครามในตะวันออกกลางไม่น่าจะยืดเยื้อยาวนาน เนื่องจากทางฝั่งสหรัฐฯ เองมีข้อจำกัดเรื่องกฎหมายอำนาจการทำสงคราม ที่หากจะลากยาวต้องผ่านการเห็นชอบจากสภา ประกอบกับเริ่มมีกระแสต่อต้านจากประชาชนในประเทศ
ดังนั้น จึงคาดหวังว่าอาจจะสามารถคลี่คลายได้ในช่วงเดือนเมษายนนี้ และทำให้ราคาน้ำมันดิบในระยะยาว จะเริ่มเห็นการปรับตัวลงมาสู่ระดับปกติ โดยประเมินราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยไว้ที่ประมาณ 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยนั้น ผลสำรวจจากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน คาดการณ์ว่าดัชนี SET Index ในช่วงสิ้นปีจะสามารถไปปิดที่ระดับ 1,516 จุด และคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดเฉลี่ยที่ 87.64 บาท โดยมีปัจจัยหนุนจากความชัดเจนของการเมืองในประเทศ และความคาดหวังเม็ดเงินไหลเข้าเป็นหลัก
ส่วนกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนในหมวดค้าปลีก, พลังงานและสาธารณูปโภค, การแพทย์, เทคโนโลยีและการสื่อสาร และควรลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มปิโตรเคมีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยรายชื่อหุ้นเด่นที่ได้รับความเห็นชอบตรงกัน 6 สำนักขึ้นไป ได้แก่ ADVANC, AMATA, BDMS, GULF, KTB และ TRUE
ด้าน ธีรเศรษฐ์ ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า ควรให้ความสนใจกับกลุ่มที่เชื่อมโยงกับนโยบายภาครัฐ รวมถึงหุ้นที่ราคาปรับลดลงมาลึกจากผลกระทบของสงครามแต่มีโอกาสฟื้นตัวแรง
เช่น AOT ที่อาจได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนเส้นทางการบินของนักท่องเที่ยวที่เลี่ยงตะวันออกกลางมายังไทย และ MINT ที่ราคาหุ้นลงไปเยอะ แต่มีสัดส่วนลูกค้านักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเพียงแค่ 3% รวมถึงกลุ่มสื่อสารอย่าง TRUE ที่มีความแข็งแกร่งและให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจ
แม้การเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมอาจชะลอตัว แต่มองว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาด (EPS) อาจไม่ได้รับผลกระทบหนักตาม เนื่องจากกำไรราว 1 ใน 3 ของตลาดมาจากกลุ่มพลังงาน ซึ่งได้อานิสงส์เชิงบวกจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมาช่วยชดเชยผลกระทบในภาคธุรกิจอื่นได้
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามคือ นโยบายกำแพงภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งธีรเศรษฐ์ ประเมินว่า มาตรการด้านภาษี (Tariffs) อาจเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป
โดยปัจจุบันประเทศไทยถูกเก็บภาษีอยู่ที่ระดับ 10% ผลกระทบหลักอาจไม่ได้เกิดขึ้นในภาพรวมทั้งหมด แต่จะเจาะจงไปที่บางกลุ่มอุตสาหกรรมมากกว่า เช่น กลุ่มที่เชื่อมโยงกับเซมิคอนดักเตอร์และยานยนต์
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติความไม่แน่นอนนี้ ประเทศไทยอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกทางอ้อมจากการเคลื่อนย้ายฐานการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนามแล้ว ไทยยังถือว่ามีความสามารถในการแข่งขันที่โดดเด่น แต่ประเด็นดังกล่าวนี้ยังต้องติดตามความชัดเจนต่อไป
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้