
จับตาหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีไทย ที่กำลังกลายเป็น "โอกาสทอง" ท่ามกลางความตึงเครียดรุนแรงในตะวันออกกลาง ซึ่ทำให้ซัพพลายตึงตัว และเป็นแรงส่งที่ช่วยเร่งเครื่องกำไรให้กับกลุ่มสำรวจผลิต โรงกลั่น และปิโตรเคมี ผ่านส่วนต่างราคาสินค้าและค่าการกลั่นที่ขยับขึ้น
เปิดตลาดหุ้นเช้านี้ ณ เวลา 10.55 น. ราคาหุ้นพลังงานต้นน้ำและปิโตรเคมียังคงสะท้อนความผันผวนของสถานการณ์โลกอย่างชัดเจน โดย PTTEP ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 162.50 บาท (+0.93%) ขณะที่ IVL พุ่งแรงรับสัญญาณบวกไปที่ 25.75 บาท (+3.83%) สวนทางกับ PTT และ TOP ที่พักตัวลงเล็กน้อย ท่ามกลางกระแสข่าวสงครามที่ร้อนระอุ
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเดือน หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีรายงานการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดิบของคูเวตขณะจอดทอดสมออยู่ที่ท่าเรือดูไบ
ขณะเดียวกัน ยังมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโรงไฟฟ้าในคูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีรายงานโดรนจากอิหร่านพุ่งเป้าไปที่อาคารสื่อสารโทรคมนาคมในชาร์จาห์อีกด้วย
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ได้ยกระดับการเผชิญหน้าด้วยการส่งกองกำลังปฏิบัติการพิเศษ ทั้งหน่วย Navy SEALs และ Army Rangers เข้าสู่ภูมิภาค พร้อมด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Tripoli และกำลังพลรวมกว่า 50,000 นาย เป้าหมายสำคัญที่กำลังถูกจับตาคือเกาะ Kharg ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน
โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศคำขาดว่าหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 15 ข้อได้โดยเร็ว สหรัฐฯ พร้อมที่จะโจมตีหรือเข้ายึดครองเกาะดังกล่าวเพื่อตัดรายได้หลักของอิหร่านและบีบให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
สถานการณ์ความขัดแย้งนี้ กำลังกดดันให้ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกตึงตัวอย่างหนัก และผลักดันราคาพลังงานให้ผันผวนรุนแรงตามที่ฝ่ายวิจัยหลายแห่งได้คาดการณ์ไว้
ฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 131.81 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการที่สหรัฐฯ เพิ่มกำลังพลหลายพันนายเข้าสู่ตะวันออกกลาง และมีความเป็นไปได้ที่จะเข้าควบคุมเกาะ Kharg ซึ่งเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์น้ำมันของอิหร่าน
ขณะที่ฝั่งรัสเซียเองก็เผชิญความเสี่ยงจากการถูกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานโดยยูเครน จนอาจต้องประกาศเหตุสุดวิสัยในการส่งออกน้ำมัน แม้สหรัฐฯ จะเลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านออกไป แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงตึงเครียด
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ซัพพลายน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในภาวะตึงตัวและจำกัด ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้กลุ่มพลังงานต้นน้ำน่าสนใจ โดยแบ่งโอกาสลงทุนออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
1.กลุ่มปิโตรเลียมต้นน้ำ
พลังจากราคาน้ำมันขาขึ้นสำหรับหุ้นกลุ่มต้นน้ำอย่าง PTTEP และ PTT ถือเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันดิบดูไบที่ทรงตัวในระดับสูง
โดยคงสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2569 ไว้ที่ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่หากพิจารณาจาก Sensitivity Analysis จะพบว่า หากราคาน้ำมันยืนระยะได้ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
มูลค่าพื้นฐานของ PTTEP อาจพุ่งสูงถึง 233 บาท และ PTT อาจขยับไปได้ถึง 61.50 บาท จากปัจจุบันแนะนำซื้อที่ราคาเป้าหมายพื้นฐาน 150 บาท และ 42 บาท ตามลำดับ
2.กลุ่มโรงกลั่น
ค่าการกลั่นเฉลี่ยในช่วงวันที่ 23 - 26 มี.ค. 2569 พลิกกลับมาเป็นบวกแรงถึง 17.69 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่เคยติดลบถึง -5.93 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หุ้นเด่นในกลุ่มนี้คือ TOP ให้ราคาเป้าหมาย 55 บาท ซึ่งนักลงทุนสามารถเน้นการซื้อเก็งกำไรตามทิศทางค่าการกลั่นที่มีความผันผวนสูงได้
3.กลุ่มปิโตรเคมี
คาดว่าจะได้รับผลบวกจากราคาผลิตภัณฑ์ได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุด (Bottom) ไปแล้วในปีที่ผ่านมา และกำลังได้รับอานิสงส์จากความกังวลเรื่องภาวะขาดแคลนสินค้าจากสงคราม โดยเฉพาะ IVL ที่จะได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลของผลิตภัณฑ์ PET ด้วย โดยให้ราคาเป้าหมาย 29 บาท
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้