
InnovestX เปิด 3 ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง แนะกลยุทธ์ "Stay Invested, Stay Selective" ชูหุ้นเด่น ADVANC, BBL, BDMS, BEM, GULF ส่วนหุ้นนอกเน้น AI, ไฟฟ้า และ Global Defense
บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนอย่างหนัก จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน
ซึ่งความขัดแย้งในครั้งนี้แตกต่างจากอดีต เพราะมุ่งเป้าไปที่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ สิ่งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
สุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า ภาพการลงทุนในไตรมาส 2/2569 ถูกปกคลุมด้วยสถานการณ์สงครามที่เป็นปัจจัยกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกตั้งแต่ในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 พัฒนาการของสงครามยังเป็นปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนตลาดต่อไปในระยะสั้น
ความกังวลด้านอุปทานน้ำมัน นำไปสู่การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของราคา ซึ่งหากยืนในระดับสูงต่อเนื่อง ตามภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อประมาณการเศรษฐกิจโลกลดลง แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น กระทบทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย และการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในที่สุด
ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังเติบโตในระดับปานกลาง แต่เผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ความขัดแย้งครั้งนี้แตกต่างจากสงครามตะวันออกกลางในอดีต
การลงทุนในระยะนี้ขึ้นอยู่กับทิศทางของสงครามเป็นหลัก โดย InnovestX ได้ประเมินความน่าจะเป็นของผลกระทบต่อเศรษฐกิจออกเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenario) ดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1 สถานการณ์จำกัด (หยุดยิงใน 2 สัปดาห์)
หากอิหร่านยอมเจรจา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) อาจพุ่งขึ้นแค่ระยะสั้นก่อนจะกลับมาทรงตัวที่ 65-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในกรณีนี้ GDP สหรัฐฯ จะเติบโตราว 1.9% และ GDP ไทยจะเติบโตได้ที่ 1.7%
ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยจะยังสามารถลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 0.75% ได้ตามแผน และค่าเงินบาทจะอยู่ที่ราว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่กรณีนี้คาดว่าจะเป็นไปได้ยากแล้ว ณ สถานการณ์ปัจจุบัน
ฉากทัศน์ที่ 2 สงครามยืดเยื้อแต่ไม่ลุกลาม (ยืดเยื้อ 3 เดือน)
นี่คือสถานการณ์ที่เป็น Baseline หรือกรณีฐานในปัจจุบัน โดยประเมินว่าอิหร่านจะรบกวนเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเติบโตของ GDP สหรัฐฯ จะชะลอลงเหลือ 1.5% และ GDP ไทยจะชะลอลงเหลือ 1.4%
ในกรณีนี้ กนง. ต้องคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00% ตลอดทั้งปีเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และค่าเงินบาทจะอ่อนค่าไปแตะระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์
ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามบานปลายระดับภูมิภาค (ยืดเยื้อและลุกลาม)
หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ราคาน้ำมันเบรนท์จะพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นไป โลกจะเผชิญความเสี่ยง Stagflation อย่างหนัก โดย GDP สหรัฐฯ และไทยจะเติบโตลดลงเหลือเพียง 1.0% เฟดอาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง และ กนง. ของไทยอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.25% ขณะที่เงินบาทมีสิทธิอ่อนค่าทะลุ 36.00 บาทต่อดอลลาร์
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า แม้จะมีแรงกดดันจากภายนอก แต่ตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยบวกในประเทศช่วยพยุง นั่นคือ "เสถียรภาพทางการเมือง" จากการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่ชัดเจน ซึ่งช่วยเรียกความเชื่อมั่นและทำให้การผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้รวดเร็วขึ้น
โดย InnovestX ประเมินเป้าหมาย SET Index ปี 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,500-1,530 จุด อย่างไรก็ตาม หากเกิดสถานการณ์เลวร้ายสุดจากสงครามยืดเยื้อ ดัชนีอาจมีแนวรับสำคัญที่ต่ำกว่า 1,350 จุด และกรณีเลวร้ายสุดอาจลงไปแตะระดับ 1,100-1,076 จุดได้
อย่างไรก็ดี กลยุทธ์การลงทุน เน้นกลุ่มที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีอำนาจในการกำหนดราคาสูงเพื่อป้องกันผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน และกลุ่มที่อิงกับการฟื้นตัวในประเทศ โดยแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) ในกลุ่มธนาคาร, พาณิชย์, อิเล็กทรอนิกส์, พลังงาน, การแพทย์, โทรคมนาคม และสาธารณูปโภค
ซึ่ง หุ้นเด่นแนะนำ ได้แก่ ADVANC, BBL, BDMS, BEM และ GULF เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีผลกำไรเติบโตชัดเจน ทนทานต่อความผันผวน และมีระดับมูลค่า (Valuation) ที่เหมาะสม
ส่วนกลุ่มที่ต้องระวัง คือกลุ่มที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงานและน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น เช่น วัสดุก่อสร้าง, บรรจุภัณฑ์, ปิโตรเคมี และสายการบิน ซึ่งอาจเผชิญภาวะอัตรากำไรขั้นต้นหดตัวอย่างหนัก
สิทธิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศจำเป็นต้องเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลก (AI, โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และการป้องกันประเทศ) โดยมีมุมมองในแต่ละตลาดดังนี้
สำหรับธีมการลงทุนระดับโลก เน้นกลุ่ม Global Defense โดยมองว่าจะเติบโตสูงจากการเพิ่มงบกลาโหมทั่วโลก คาด EPS Growth โตถึง 42% และกลุ่ม Grid หรือโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ที่เติบโตล้อไปกับความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาลของ Data Center และ AI
อย่างไรก็ดี ยังต้องจับตาความผันผวนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ (US Tariffs) แม้ความกดดันด้านกำแพงภาษีอาจจะผ่อนคลายลงในครึ่งปีแรกของ 2569 ซึ่งเป็นผลดีต่อการส่งออกของตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย
แต่ในช่วงครึ่งปีหลังนักลงทุนต้องระวังความผันผวนจากการที่สหรัฐฯ อาจนำมาตรการภาษีแบบเจาะจง (เช่น Section 301 และ 232) กลับมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองอีกครั้ง
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้