
ค่าการกลั่นพุ่งจาก 2 เป็น 6 บาทต่อลิตร จุดกระแสสังคม โรงกลั่นกำไรเกินจริงหรือไม่ ด้านผู้ประกอบการชี้ยังไม่หักต้นทุนหลายส่วน ขณะที่กระทรวงพลังงาน เตรียมเรียกชี้แจง ด้านโบรกฯ แนะ “ตั้งรับ" BCP
“ค่าการกลั่นน้ำมัน” กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังตัวเลขเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า จนเกิดคำถามตามมาว่า โรงกลั่นกำลังทำกำไรสูงผิดปกติ หรือแท้จริงแล้วเป็นเพียงตัวเลขที่สะท้อนกลไกตลาดพลังงานโลกเท่านั้น
ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการโรงกลั่นออกมาชี้แจงว่าค่าการกลั่นที่เห็นนั้น ยังไม่ได้สะท้อนต้นทุนสำคัญหลายรายการ ทั้งค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ที่ปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นหลายบาทต่อลิตรเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงาน เตรียมเรียกผู้ประกอบการโรงกลั่นเข้าหารือเพื่อชี้แจงสาเหตุของการปรับขึ้นค่าการกลั่น และประเมินผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศ หากต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง
ขณะที่นักวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี มองว่า ประเด็นดังกล่าวอาจสร้าง Sentiment เชิงลบต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในระยะสั้น ส่งผลให้กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ควร “ตั้งรับ” เพื่อรอความชัดเจนของนโยบายต่อไป
กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ) ชี้แจงประเด็น "ค่าการกลั่นสูง" เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกลไกราคาและต้นทุนที่แท้จริงของอุตสาหกรรมโรงกลั่นว่า
ค่าการกลั่นที่ปรากฏในข่าว (ที่เพิ่มขึ้นจาก 2 บาทต่อลิตร เป็นประมาณ 6 บาทต่อลิตร) เป็นเพียงดัชนีส่วนต่างราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งยังไม่ได้หักต้นทุนสำคัญที่โรงกลั่นต้องแบกรับ
ประกอบด้วย ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium), ค่าขนส่งทางเรือ (Freight) และค่าประกันภัย ซึ่งปัจจุบันต้นทุนเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 3-6 บาทต่อลิตร
นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ กำไร/ขาดทุน จากสต็อกน้ำมัน และ กำไร/ขาดทุน การบริหารความเสี่ยงด้านราคา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ค่าการกลั่นไม่ได้สะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง
ขณะเดียวกัน ระบบการค้าขายน้ำมันของประเทศไทยอิงราคาตลาดโลก โรงกลั่นไม่สามารถกำหนดราคาน้ำมันดิบหรือราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปเองได้ โดยต้องอิงราคาตลาดทั้งสองด้าน จึงมีความผันผวนตามสถานการณ์ ตลาดพลังงานโลก
ในทางปฏิบัติ โรงกลั่นจำเป็นต้องจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน เพื่อให้การผลิตต่อเนื่อง จึงต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากในวันที่ซื้อน้ำมันดิบ ยังไม่สามารถทราบได้ว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่จะขายในอนาคตจะเป็นเท่าใด
จะเห็นได้ว่า ค่าการกลั่นมีความผันผวนตามวัฏจักรตลาด ในบางช่วงเวลาที่ค่าการกลั่นอาจปรับตัวลดลงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก หรือ บางช่วงอาจต่ำจนไม่ครอบคลุมต้นทุนการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม โรงกลั่นยังคงต้องแบกรับภาระและเดินเครื่องผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานและไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนพลังงานภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นพันธกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพของประเทศ
ส่วนประเด็นเรื่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ โดยใช้กลไกชดเชยราคาผ่านผู้ค้าน้ำมัน เพื่อนำไปดูแลราคาขายปลีกให้กับผู้บริโภค จึงไม่ใช่การอุดหนุนผู้ประกอบการโรงกลั่นตามที่บางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน
แหล่งข่าวในวงการนักวิเคราะห์เปิดเผยกับ "Thairath Money" ว่า "ค่าการกลั่น" คือส่วนต่างจากการแปลงน้ำมันดิบเป็นน้ำมันสำเร็จรูป จะต้องอิงตามราคาตลาดโลก ในส่วนของประเทศไทย ค่าการกลั่นจะอ้างอิงจากสิงคโปร์
ทั้งนี้ แม้ค่าการกลั่นจะสะท้อนให้ “รายได้” ของโรงกลั่นเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่า กำไรจะเพิ่มขึ้นทุกกรณี เพราะในภาวะสงครามต้นทุนการกลั่นยังปรับตัวเพิ่มขึ้น อาจทำให้กำไรไม่ปรับเพิ่มขึ้นมากนัก รวมถึง อัตรากำไรยังขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ที่กลั่นออกมาได้
สำหรับโครงสร้างราคาน้ำมันก่อนถึงมือผู้บริโภคนั้น จะถูกไล่เรียงตามลำดับคือ: ราคาน้ำมันดิบ > บวกค่าการกลั่น > กลายเป็นราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น > บวกภาษี + กองทุนน้ำมันฯ + VAT + ค่าการตลาด > จึงออกมาเป็นราคาหน้าปั๊มน้ำมัน
โดยปกติแล้ว เมื่อต้นทุนหน้าโรงกลั่นสูงขึ้น รัฐบาลจะใช้ "กองทุนน้ำมันฯ" เป็นด่านแรกในการรับภาระจ่ายชดเชยเพื่อพยุงราคา หากกองทุนฯ รับไม่ไหวจึงจะขยับไปใช้วิธีลดภาษีฯ หรือค่าการตลาดแทน ขณะหากต้องปรับโครงสร้าง “ค่าการกลั่น” โดยตรงต้องมีการออกกฎหมายใหม่อีกที
สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือข้อสงสัยของประชาชนว่า ในช่วงที่สงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น ธุรกิจพลังงานได้รับ "กำไรส่วนเกิน" เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ซึ่งคงต้องรอการชี้แจงจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยว่าจะมีการเปิดเผยโครงสร้างกำไร หรืออธิบายรายละเอียดให้เกิดความชัดเจนต่อสังคมได้อย่างไรบ้าง
อย่างไรก็ดี กระทรวงพลังงานเตรียมเชิญผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันเข้าหารือ เพื่อชี้แจงปัจจัยที่ทำให้ค่าการกลั่นปรับขึ้นแรงภายในระยะเวลาไม่นาน สวนทางกับแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ไม่ได้ปรับตัวขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
เพื่อประเมินผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ รวมถึงพิจารณามาตรการที่อาจช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน หากต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และกำหนดแนวทางดำเนินนโยบายในระยะต่อไป
ขณะเดียวกันประเด็นดังกล่าวเริ่มถูกจับตาจากนักลงทุน เนื่องจากหากภาครัฐมีมาตรการเข้ามาดูแลโครงสร้างราคาพลังงาน อาจส่งผลต่อแนวโน้มกำไรของกลุ่มโรงกลั่นในตลาดหุ้นไทย
ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์จาก บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี ระบุว่า ในมุมมองของตลาดทุน ประเด็นดังกล่าวอาจสร้าง Sentiment เชิงลบในระยะสั้นต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่น
เนื่องจากนักลงทุนอาจให้น้ำหนักต่อความเสี่ยงที่ภาครัฐอาจขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้เข้ามามีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าพลังงานของประชาชนในบางรูปแบบ ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยมองว่ากลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้นควรเน้นตั้งรับในหุ้นกลุ่มโรงกลั่น โดยแนะนำหุ้น BCP
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้