
สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ ทำให้ตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกปรับตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยืนยันว่าโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการดูแลเสถียรภาพตลาดที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังคงมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานทัดเทียมตลาดสากล ซึ่งเพียงพอสำหรับรองรับความผันผวนที่เกิดขึ้น
โดยกลไกสำคัญอย่างมาตรการ Circuit Breaker รวมถึงกรอบราคา Ceiling & Floor ยังสามารถทำหน้าที่ชะลอความตื่นตระหนกของตลาดและเปิดโอกาสให้นักลงทุนมีเวลาประเมินสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบ
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังชี้ว่าปัจจุบันมีเครื่องมือการลงทุนที่ช่วยสร้างโอกาสทำกำไรในภาวะตลาดขาลงได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นตลาด Futures, กองทุน Inverse ETF หรือ DW ซึ่งเปิดทางให้นักลงทุนสามารถวางกลยุทธ์และบริหารพอร์ตได้ในทุกสภาวะตลาดด้วย
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ทิศทางของตลาดหุ้นกลับมีความผันผวนและเปลี่ยนทิศทางในช่วงเดือนมีนาคม เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน
ซึ่งผลกระทบหลักที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยคือความผันผวนของ "ราคาน้ำมัน" เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนของหุ้นในเซกเตอร์น้ำมันค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับตลาดอื่น
ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปค่อนข้างมากจนทำสถิติปรับขึ้นสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากเกาหลีและไต้หวัน จึงอาจมีแรงเทขายทำกำไรและทำให้ดัชนีย่อตัวลงมาบ้าง
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความผันผวนจากต่างประเทศ หากปัจจัยในประเทศมีความเข้มแข็ง เช่น การมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ การบริหารเศรษฐกิจโดยทีมงานมืออาชีพ รวมถึงการผ่านงบประมาณเพื่อเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ได้ตามกำหนด จะเป็นเกราะป้องกันที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยสามารถทนทานต่อแรงกระแทกจากภายนอกได้มากขึ้น
อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า สำหรับการรับมือกับภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนจากปัจจัยภายนอกและเหตุการณ์วิกฤติที่ไม่คาดฝัน หรือ Black Swan Event เช่น ภาวะสงครามในตะวันออกกลางนั้น
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาระบบโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ หรือ Seamless Infrastructure โดยพิสูจน์แล้วว่าในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าปริมาณการซื้อขายจะเหวี่ยงตัวรุนแรงเพียงใด กลไกการซื้อขายของตลาดยังคงเดินหน้าต่อไปได้ตามปกติและมีเสถียรภาพ
ทั้งนี้ ประเมินว่ากลไกสกัดกั้นความผันผวนที่มีอยู่ในปัจจุบันมีความเหมาะสมและเพียงพอต่อการรับมือ โดยเฉพาะมาตรการ Circuit Breaker ที่เพิ่งทำงานในระดับแรก (ดัชนีลดลง 8%) เมื่อวันที่ 4 มี.ค.69 พิสูจน์แล้วว่าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานทัดเทียมตลาดสากล
กลไกนี้ช่วยให้นักลงทุนมีเวลาหยุดพัก ดึงสติ และวิเคราะห์ข้อมูล จนตลาดสามารถฟื้นตัวกลับมาปิดลบเพียงประมาณ 4% ได้ในวันนั้น ประกอบกับการมีกรอบควบคุมราคา (Ceiling & Floor) ที่บวกลบ 30% ก็ยังช่วยรักษาสภาพคล่องได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ดี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงติดตามผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ โดยเชื่อมั่นว่าบริษัทจดทะเบียนไทยมีมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และพร้อมชี้แจงข้อมูลที่จำเป็นเพื่อให้นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างครบถ้วน
อัสสเดช เน้นย้ำว่า ตลาดหุ้นไทยมีกันชนที่แข็งแกร่งและมี ความเสี่ยงขาลง (Downside risk) ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาค ปัจจัยค้ำยันสำคัญมาจากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระดับมหภาคที่มั่นคง การจ่ายเงินปันผล (Dividend yield) ที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงสถิติการทำโครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) ของบริษัทจดทะเบียนที่ช่วยสร้างความมั่นใจ
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีการกระจายตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ไม่ได้พึ่งพากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป และมีความหลากหลายของกลุ่มนักลงทุน ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยรับแรงกระแทกจากวิกฤตได้ดี และยังคงเป็นเป้าหมายที่ดึงดูดกระแสเงินทุนต่างชาติได้เสมอ
ในการลงทุนบนสภาวะที่ตลาดหุ้นเป็น "ขาลง" นักลงทุนไม่จำเป็นต้องถือเงินสดเพื่อรอให้ตลาดฟื้นตัวเพียงอย่างเดียว แต่สามารถใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสทำกำไรจากดัชนีหรือราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงได้ โดยเครื่องมือที่เป็นที่นิยมและเข้าถึงได้ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แก่
ดร.ศรพล กล่าวว่า ปัจจุบันทางตลาดฯ มีเครื่องมือทางการเงินเตรียมไว้ให้นักลงทุนอย่างหลากหลายเพื่อช่วยรับมือในช่วงตลาดขาลง ซึ่งการมีเครื่องมือที่ครอบคลุมเหล่านี้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยให้นักลงทุนสามารถวางกลยุทธ์ของตนเองได้ในทุกสภาวะตลาด
ไม่ว่านักลงทุนจะมองว่าตลาดกำลังเป็นขาขึ้น มองว่าเป็นขาลง หรือแม้แต่ช่วงที่ตลาดแกว่งตัวออกข้าง (Sideways) ก็สามารถเลือกเครื่องมือไปใช้ทำกำไรได้อย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงพยายามผลักดันและสรรหาเครื่องมือการลงทุนรูปแบบใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มทางเลือกให้แก่นักลงทุนในอนาคต
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้