
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ปรับแผนรับมือสถานการณ์ทุกความผันผวนในปีนี้ เร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ภายในปีนี้มีแผนชัดเจนเรื่องการเพิ่มพันธมิตรใหม่ๆ
ปีที่ผ่านมามีหลายเรื่องเกิดขึ้นทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนสูง ฝั่ง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT จึงต้องปรับแผนเตรียมรับมือสถานการณ์ในปีนี้ รวมถึงมองแผนระยะยาวที่จะปรับจากธุรกิจนอกเทรนด์โลก (ที่ทั่วโลกจะไปด้านพลังงานสะอาดและความยั่งยืน)ให้ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กล่าวว่า ปี 2568 เต็มไปด้วยความผันผวนทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกำแพงภาษี ราคาพลังงานที่ปรับไปมา ซึ่งทั้งหมดนี้อาจเป็นความเสี่ยงต่อการทำธุรกิจในปี 2569 ดังนั้น PTT ยิ่งต้องปรับตัวทั้งปัจจัยภายนอก และปรับโครงสร้างธุรกิจให้มีรายได้ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง
ปี 2569 นี้ คาดว่า Volume หรือยอดขายในทุกธุรกิจจะยังปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น ธุรกิจก๊าซ การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และอื่นๆ ทั้งนี้แม้ด้านราคาน้ำมันยังไม่สามารถคาดการณ์ได้จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลกแต่ ปตท. จึงต้องมุ่งเพิ่มปริมาณการขายเพื่อเพิ่มกำไร ซึ่งเชื่อว่าปีนี้แรงส่งหลักที่ยอดขายเพิ่มขึ้นจะมาจากธุรกิจต้นน้ำถึงปลายน้ำ
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ จะเน้นเรื่องการยกระดับทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายจะเพิ่ม EBITDA (กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย) ผ่านโครงการ Profit Enhancement โดยแผนระยะสั้นในปีนี้ ได้แก่
- โครงการ P1 ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3,244 ล้านบาท
- โครงการ Domestic Products Management (D1) ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1,035 ล้านบาท,
- โครงการ Mission X ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 20,000 ล้านบาท
- โครงการ AXIS ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 2,000 ล้านบาท
ส่วนการเพิ่มกระแสเงินสดคาดว่าจะแตะระดับ 100,000 ล้านบาท หลังจากปี 2568 ทำได้แล้วที่ 17,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ แม้ธุรกิจพลังงานแบบดั้งเดิมจะซึ่งเป็นธุรกิจหลักอาจไม่ได้ไปตามกระแสโลก แต่ที่จริงแล้วการปรับโครงสร้างไม่จำเป็นต้องธุรกิจใหม่เท่านั้น อาจเป็นธุรกิจเดิมที่ต้องปรับให้ต่างจากเดิม โดยกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานกลุ่ม ปตท. จะมีการหาพันธมิตรใหม่ๆ มาสร้าง Synergy ตอนนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยเจรจาคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปี 2569 เรื่องโครงการปรับพอร์ตการลงทุนของธุรกิจปิโตรเลียมและการกลั่น (Genesis)
อุตสาหกรรมน้ำมันบริษัทหลักๆ กำไรน้อยลง แต่ปตท. ยังมีกำไรจากการกระจายธุรกิจหลายส่วนซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัท ดังนั้นการหาพันธมิตรใหม่ๆ จะมาช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งธุรกิจ ซึ่งพันธมิตรที่จะเข้ามาต้องเป็นระดับ Global ที่มีความแข็งแกร่งในธุรกิจนั้นๆ และช่วยสร้างการเติบโตให้บริษัทฯ แบบก้าวกระโดด
นอกจากนี้ ปตท. ยังเดินหน้าขยายธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างรายได้ เช่น CCS, Hydrogen ซึ่งปี 2568 ที่ผ่านมาทำ Hydrogen/ Ammonla Business Roadmap เสร็จเรียบร้อย และปี 2573 ยังตั้งเป้าหมายสร้างเครือข่ายการจัดหาและโครงสร้างพื้นฐานทดลองน้ำ Ammonla ใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมในโรงผลิตไฟฟ้า
ขณะเดียวกัน ปตท. ได้เสนอแผนเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่จะเปิดเผยข้อมูลที่เปิดเผยอยู่แล้วให้เป็นระบบมากขึ้น รวมถึงจะมีการตั้ง Commitment ที่ชัดเจน แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ส่วนบริษัทลูกในเครือ ปตท. จะทยอยเข้าโครงการเมื่อมีความพร้อม (แต่ตอนนี้ยังไม่นำเข้าสู่บอร์ดฯ)
ในเรื่องเงินปันผลพิเศษที่ทำเป็นครั้งแรกนั้น ขอเน้นย้ำว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามวาระ เช่น ในปี 2568 ที่มีเงินสดค่อนข้างสูง ดังนั้นปี 69 ต้องดูแผนในปีนี้ว่าจะแบ่งจัดสรรจ่ายปันผล หรือนำไปลงทุนโอกาสใหม่ๆ ในระยะกลางยาว
อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานในปี 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมี EBITDA จำนวน 332,849 ล้านบาท ลดลง 16% จากปี 2567 โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงานลดลงจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง รวมถึงกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นมีผลการดำเนินงานลดลง โดยธุรกิจปิโตรเคมีลดลง ท้ังจากกลุ่มอะโรเมติกส์และกลุ่มโอเลฟินส์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่กับวัตถุดิบและปริมาณขายของกลุ่มอะโรเมติกส์ที่ปรับลดลงธุรกิจการกลั่นมีผลการดำเนินงานลดลง จากปริมาณขายที่ลดลงแม้ว่ากำไรขั้นต้นจากการกลั่น (Market GRM) เพิ่มข้ึนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์รวมถึงขาดทุนสต๊อกน้ำมันสุทธิกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือลดลงโดยในปี 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีผลขาดทุนประมาณ 12,000ล้านบาท ขณะที่ในปี 2567 ขาดทุนประมาณ 13,000 ล้านบาท
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney