
ในจังหวะที่ตลาดหุ้นโลกเริ่มส่งสัญญาณ “พักฐาน” โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่เผชิญแรงขาย จากความกังวลเรื่องมูลค่าที่ตึงตัวเกินพื้นฐาน
ภาพของตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนทะยานบวกกว่า 200 จุดนับตั้งแต่ต้นปี กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคเอเชียในช่วงเวลาเดียวกัน
แรงหนุนสำคัญที่ผลักดันดัชนีให้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในรอบไม่ถึง 2 เดือน มาจาก Fund Flow ที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยแล้วเกือบ 5 หมื่นล้านบาท
ท่ามกลางมุมมองของนักวิเคราะห์ที่เริ่มเชื่อว่า เม็ดเงินบางส่วนกำลังโยกออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ เพื่อกระจายความเสี่ยง ส่งผลให้เป้าหมายดัชนีหุ้นไทยที่ระดับ 1,500 จุด ภายในปีนี้ อาจไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป
นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปิดตลาดเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2569 ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 200 จุด หรือประมาณ 15.88% ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,459.68 จุด จากสิ้นปี 2568 ที่เคยอยู่บริเวณ 1,259.67 จุด
การปรับตัวขึ้นครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนแค่บรรยากาศการลงทุนที่คึกคัก แต่ยังแปลความได้เป็น “ความมั่งคั่ง” ที่เพิ่มขึ้นของผู้ถือหุ้น โดยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 18.46 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 2.53 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 16% ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน
เมื่อดูข้อมูลโครงสร้างการซื้อขายแยกตามกลุ่มนักลงทุน จะเห็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าแรงขับเคลื่อนหลักของรอบนี้มาจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยสุทธินับตั้งแต่ต้นปีแล้วกว่า 49,886.82 ล้านบาท ขณะที่บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิราว 13,288 ล้านบาท
ในทางกลับกัน นักลงทุนภายในประเทศขายสุทธิกว่า 30,089 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันขายสุทธิอีกกว่า 33,085 ล้านบาท สะท้อนภาพการ “สลับมือ” ของสินทรัพย์จากนักลงทุนในประเทศไปสู่ต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญ
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าการที่ดัชนีกลับมายืนเหนือระดับ 1,450 จุดได้อีกครั้ง มีแรงหนุนสำคัญจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามาอย่างโดดเด่น ประกอบกับภาพการเมืองในประเทศที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลาง สงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงทิศทางราคาทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ที่อาจกดดันหุ้นบางกลุ่มได้
ด้านฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เริ่มเห็นการโยกย้ายเงินลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ หลังนักลงทุนกังวลเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนใน AI ซึ่งต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล
ส่งผลให้ดัชนีสำคัญอย่าง NASDAQ Composite และ S&P 500 อ่อนตัวลง และทำให้เงินลงทุนบางส่วนไหลเข้าสู่ตลาดที่ถูกมองว่าเป็น Safe Zone
อย่างตลาดหุ้นในกลุ่ม Emerging Market โดยเฉพาะไทยที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่า 10% นับตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ (MTD)
นอกจากนี้ บล.เอเซีย พลัส ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี SET Index ปี 2569 ขึ้นเป็น 1,510 จุด จากเดิมที่ 1,440 จุด โดยมีแรงสนับสนุนจาก 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1. กระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) ปรากฏการณ์ De-dollarization ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าและเงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ มายังเอเชีย
2. ดอกเบี้ยนโยบายเอื้ออำนวย การที่ไทยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ถือเป็นระดับที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น (ตามสถิติในอดีต เมื่อดอกเบี้ยนิ่งและต่ำ ตลาดมักตอบรับเชิงบวก)
3. กำไรบริษัทจดทะเบียนดีเกินคาด กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยทำผลงานได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เฉลี่ย 5% หรือคิดเป็นส่วนเพิ่มของ EPS ประมาณ 1.25 บาทต่อไตรมาส
4. Valuation น่าสนใจ การปรับลดค่า Market Earning Yield Gap (MEYG) ลงมาอยู่ที่ 4.7% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงที่ต่างชาติซื้อสุทธิหนักๆ ในปี 2559 และ 2565 สะท้อนว่าดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก
ในเชิงกลยุทธ์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) มองว่าหุ้นกลุ่มธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ยังคงน่าสนใจ จากราคาที่ปรับขึ้นน้อยกว่าตลาด (Laggard) และมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว รวมถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นตามรายงานของ ธนาคารแห่งประเทศไทย
โดยเลือกหุ้นเด่น ได้แก่ KTB, SCB, BBL, SPALI, AP และ SIRI เป็นต้น
ขณะที่ บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนคัดเลือกหุ้นที่คาดว่ากำไรปี 2569 จะเติบโต พร้อมให้ Dividend Yield มากกว่า 3% เพื่อสร้างสมดุลระหว่างโอกาสรับผลตอบแทนและกระแสเงินสดระยะยาวในภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวนอยู่เป็นระยะ
โดยมีหุ้นเด่นในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ SC, AP, ITC, CBG, COM7, CPALL, BDMS, GUNKUL, BCPG และ OR เป็นต้น
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้