
ทิสโก้ชี้หลังเลือกตั้งตลาดตอบรับเชิงบวกนักลงทุนกำลัง "ซื้อ" อนาคตของไทยจากความเชื่อมั่นทางการเมืองที่กลับคืนมาและมองว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสไปสู่เป้าหมาย 1,500 จุดได้แต่มีตัวแปรสำคัญคือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจต้องแข็งแกร่ง รัฐบาลใหม่ต้องเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีความหวังอีกครั้ง หลังผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการชี้ถึงชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย ทำให้ดัชนี SET Index ดีดตัวแรงทะลุ 1,400 จุด ขานรับโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ
ปรากฏการณ์นี้ ทิสโก้ ชี้ว่าเป็นสัญญาณชัดเจนที่นักลงทุนกำลัง "ซื้อ" อนาคตของไทยจากความเชื่อมั่นทางการเมืองที่กลับคืนมา ในยามที่ตลาดหุ้นโลกเริ่มเข้าสู่โหมดพักฐาน และมีความเสี่ยงด้านมูลค่าตึงตัว
อย่างไรก็ตาม มองว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสไปสู่เป้าหมาย 1,500 จุดได้ แต่มีตัวแปรสำคัญคือ เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจต้องแข็งแกร่ง ดังนั้นรัฐบาลใหม่มีโจทย์เร่งด่วนในการฟื้นฟูสภาพคล่อง และเร่งสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมาอีกครั้ง
ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (TISCO) เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,400 จุด พร้อมมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น หลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ว่าปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลัง "ซื้ออนาคต" ของตลาดหุ้นไทย
ในแง่ของมูลค่าพื้นฐาน (Valuation) มองว่าตลาดหุ้นไทยเริ่มกลับมามีความน่าสนใจในฐานะ "หลุมหลบภัย" อีกครั้ง เนื่องจากตลาดหุ้นโลก และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นไปมากแล้วและอาจเข้าสู่ช่วงพักฐาน
ประกอบกับเมื่อพิจารณาราคาหุ้นไทยโดยตัดผลกระทบของหุ้น DELTA ออกไป จะพบว่าหุ้นไทยมีราคาเกือบจะถูกที่สุดในเอเชีย โดยมีค่า P/E อยู่ที่ประมาณ 12.9 เท่า และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยสูงถึง 4% อีกทั้งแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว โดยกำไรช่วง 9 เดือนแรกของปีที่ผ่านมาสูงกว่ากำไรทั้งปีของปีก่อนหน้าแล้ว
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบระดับ 1,500 จุดได้ในอนาคต หากรัฐบาลใหม่แสดงความจริงจังในการแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ซึ่งจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนได้
เงื่อนไขสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที นักลงทุนต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงนโยบายที่ช่วยยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่
สำหรับข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูตลาดหุ้นนั้น มองว่าภาครัฐควรเดินหน้าผลักดันมาตรการลดหย่อนภาษีรูปแบบใหม่ หรือ โมเดล TISA (Thai Individual Savings Account) โดยเชื่อว่าจะสามารถทำให้สร้างความน่าสนใจในการลงทุนตลาดหุ้นได้
แต่การออกแบบโครงการจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจอย่างแท้จริง เข้าใจง่าย และไม่มีเงื่อนไขซับซ้อนจนเป็นข้อจำกัด โดยควรแยกวงเงินออกจากการออมเพื่อการเกษียณอายุเดิม โดยเสนอให้กำหนดวงเงินลงทุนใหม่ ให้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน 500,000 บาท มีระยะเวลาถือครอง 5 ปี เพื่อดึงเม็ดเงินกลับเข้าสู่ตลาดและสร้างเสถียรภาพในระยะยาว
อย่างไรก็ดี ไพบูลย์ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ "Wealth Effect" หรือผลของความมั่งคั่งจากการที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น โดยระบุว่าหากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ของไทยเพิ่มขึ้น 10% จะทำให้มูลค่าความมั่งคั่งของนักลงทุนไทยเพิ่มขึ้นกว่า 1.2 ล้านล้านบาท
ซึ่งจะส่งผลจิตวิทยาให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย และการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ คิดเป็นเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจทางตรงได้มหาศาล และเมื่อรวมกับตัวคูณทางเศรษฐกิจ คาดว่าจะช่วยดัน GDP ได้ถึง 1% โดยที่รัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณแม้แต่บาทเดียว
ด้าน เมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า แม้ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจจะยังดูเปราะบาง แต่บรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนกลับตอบรับในทิศทางตรงกันข้าม โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงถึง 40 จุด ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเป็นผลจากการที่พรรคภูมิใจไทยสามารถกวาดที่นั่ง สส. พลิกโผชนะขาดลอย
สะท้อนถึงโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงสุดในรอบหลายสิบปี ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่รัฐบาลผสมมักมีอายุเฉลี่ยไม่ครบวาระ 4 ปี ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนฟื้นตัว
ปัจจุบันต้องยอมรับว่าศักยภาพการเติบโตของประเทศกำลังส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันศักยภาพการเติบโตอยู่ที่ระดับเพียง 2.3% เท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก
เครื่องยนต์หลักอย่างภาคการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์เริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวที่เคยเป็นพระเอกก็กำลังถูกประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และเวียดนามแซงหน้า
นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญวิกฤติโครงสร้างประชากรจากการที่แรงงานวัยทำงานลดลง จำนวนคนรุ่นใหม่ที่เกิดน้อยลง สวนทางกับสังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัว ทำให้กำลังหลักในการขับเคลื่อนจีดีพีลดน้อยถอยลง โจทย์ของรัฐบาลชุดใหม่จึงไม่ใช่เรื่องง่าย
เมธัส มองว่า แต่ละพรรคมีนโยบายประชานิยมอยู่แล้ว ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นยังมีความจำเป็น โดยเฉพาะนโยบาย "คนละครึ่ง พลัส" ที่คาดว่าจะช่วยหนุนจีดีพีได้ราว 0.15-0.2% ผลักดันการเติบโตปีนี้จากเป้าเดิม 1.6% สู่ระดับ 1.8%
ทั้งนี้ นโยบายการคลังยังเผชิญข้อจำกัดจากงบประมาณที่ตึงตัวและหนี้สาธารณะที่แตะระดับ 65% หากไร้การปฏิรูปอย่างจริงจัง หนี้อาจชนเพดาน 70% ใน 1-2 ปี ซึ่งจะกระทบอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ
ในภาวะทรัพยากรจำกัด ประเทศไทยควรโฟกัสการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างชาติ (FDI) แม้สัดส่วนเงินลงทุนเอเชียจะลดลง แต่ยอดขอ BOI ยังสะท้อนว่าไทยน่าสนใจ แต่โจทย์สำคัญคือต้องปรับเงื่อนไขให้เม็ดเงินเหล่านี้สร้างการจ้างงานและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในประเทศมากขึ้น
ด้านนโยบายการเงิน กนง. เหลือ "กระสุน" น้อย คาดว่าการลดดอกเบี้ยจะเลื่อนไปเป็นเดือนเมษายนแทนกุมภาพันธ์ โดยทิศทางหลังจากนั้นต้องขึ้นอยู่กับการขยับตัวของเฟด
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล หากกระบวนการยืดเยื้อจะกระทบการจัดทำงบประมาณปี 2570 และฉุดการเบิกจ่ายภาครัฐไตรมาสสุดท้าย แต่หากทุกอย่างราบรื่น เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้