
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวนหนัก หุ้นเทคโนโลยีถูกเทขาย จากกังวลฟองสบู่ AI แม้งบยังโต เงินทุนหมุนสู่หุ้นคุณค่า ขณะที่ NASDAQ ร่วงแรงสวนทาง Dow Jones นักลงทุนลดความเสี่ยง-เม็ดเงินไหลเข้าหุ้นคุณค่า
ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเริ่มแสดงอาการ "หมดแรง" อย่างเห็นได้ชัด แม้ภาพรวมผลประกอบการของหลายบริษัทจะยังดูแข็งแกร่ง
แต่ดูเหมือนว่านักลงทุนจะเริ่มเปลี่ยนโหมดจากการ "ไล่ราคา" มาเป็น "ความระมัดระวัง" แทน จนนำไปสู่การปรับฐานครั้งสำคัญ ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก
ปัจจุบันเริ่มเห็นทิศทางดัชนีหลักในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดินสวนทางกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะดัชนี NASDAQ ที่เป็นศูนย์รวมหุ้นเทคโนโลยีที่ปรับตัวลดลง สะท้อนแรงขายทำกำไรที่พุ่งเป้าไปยังกลุ่มเทคโนโลยีโดยตรง เป็นภาพสะท้อนว่า หากเกิดความกังวลเพียงนิดเดียว นักลงทุนก็พร้อมจะกดปุ่มขายได้ทันที ทำให้ดัชนี NASDAQ
และหากซูมดูในดัชนี NASDAQ 100 หรือ 100 บริษัทขนาดใหญ่ที่สุด พบว่าแรงขายกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์อย่างชัดเจน โดยหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดเมื่อวานนี้ ได้แก่
สิ่งที่น่าสนใจคือดัชนี Dow Jones กลับขยับขึ้นได้ โดยปรับเพิ่มขึ้น 0.53% ใน 1 วัน เพิ่มขึ้น 0.88% ใน 1 สัปดาห์ เพิ่มขึ้น 1.07% ใน 1 เดือน ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินไม่ได้ไหลออกจากตลาดหุ้นทั้งหมด แต่เป็นการ "หมุนเวียน" ออกไปหาหุ้นคุณค่า หรือ Value Stocks แทน
มุมมองจากโบรกเกอร์ในไทยต่างเห็นตรงกันว่าผลประกอบการที่เติบโตของหุ้นเทคโนโลยี อาจไม่ใช่เครื่องการันตีราคาหุ้นในนาทีนี้อีกต่อไป
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเชีย พลัส ระบุว่า เห็นสัญญาณชัดเจนของการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มชิปและซอฟต์แวร์ เนื่องจากความกังวลเรื่อง "ฟองสบู่ AI" และระดับราคาที่ Valuation ขยับขึ้นไปแพงเกินพื้นฐาน
แม้ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของหลายบริษัทจะดูดี แต่นักลงทุนเลือกที่จะโยกเงินเข้าสู่กลุ่มที่ไม่ใช้หุ้นเทคโนโลยี กลุ่มหุ้นขนาดเล็ก และกลุ่มหุ้นคุณค่าที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาคส่วนอื่นแทน
ด้าน ฝ่ายวิจัยฯ บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ว่า กระแสเงินทุนโลกกำลังหมุนออกจากกลุ่มเทคโนโลยี ไปยังกลุ่มพลังงาน วัสดุก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากตลาดเริ่มกังวลเรื่องอัตราส่วนผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI : Return on Investment) หรือความคุ้มค่าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI
หลังจากที่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งให้ Guidance ในอนาคตไม่ได้หวือหวาเท่าที่ตลาดคาดหวังไว้ อาทิ AMD ที่ราคาปรับตัวขึ้นสูงไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจิตวิทยานี้กลับกลายเป็นบวกต่อตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะหุ้นไทยที่มีสัดส่วนกลุ่มหุ้นคุณค่าสูงกว่า
ด้านบทวิเคราะห์ บล.พาย ระบุว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับเรื่องของผลประกอบการรายตัวที่ทยอยประกาศ ซึ่งการประกาศรอบนี้พบว่าผลประกอบการเติบโต หรือแม้กระทั่งขยายตัวมากกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้อาจไม่เพียงพอ
แต่นักลงทุนจะไปจับตารอดูการส่งสัญญาณว่าช่วงถัดไปการเติบโตจะเป็นอย่างไร เช่น AMD ส่งสัญญาณระยะถัดไปอาจไม่ได้เด่นมาก กดดันราคาหุ้นปรับฐานถึง 17% และเป็นปัจจัยกดดันเทคโนโลยีทั้งตลาด โดยคืนนี้จะมีการประกาศของ Amazon แนะรอติดตาม หากแนวโน้มดีขึ้นอาจช่วยผ่อนคลายการลงทุน
อีกหนึ่งปัจจัยลบสำคัญที่ซ้ำเติมหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์สหรัฐฯ จนดิ่งเหว คือความตื่นตระหนกจากการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ของ Anthropic สตาร์ตอัป AI ที่พัฒนาโมเดลของตัวเอง ชื่อระบบ Claude ซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่งสำคัญของ OpenAI ที่ Google และ Amazon ร่วมลงทุน
โดย Anthropic ได้เปิดตัวฟีเจอร์สำหรับงานด้านกฎหมาย ที่สามารถช่วยงานได้หลายอย่าง เช่น ตรวจทานและวิเคราะห์สัญญา จัดทำเอกสารทางกฎหมาย ไปจนถึงการค้นคว้าข้อมูลและสรุปเชิงกฎหมาย
เครื่องมือนี้ไม่ได้เป็นแค่โปรแกรมช่วยค้นหาแค่ธรรมดา แต่อาจเข้ามาทำงานแทนที่ขั้นตอนการทำงานของมนุษย์ได้จริง ซึ่งอาจเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจซอฟต์แวร์อื่น ๆ สูญเสียความได้เปรียบการแข่งขัน
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ มีการเทขายหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์อย่างรุนแรง โดยนักลงทุนวิตกว่าความก้าวหน้าของ AI จะเข้ามาแทนที่ธุรกิจแบบเดิมๆ มากกว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่า ซึ่งชนวนสำคัญคือการเปิดตัว Anthropic
ทำให้หุ้นหลายตัวร่วงหนักรวมถึงบริษัทด้านข้อมูลกฎหมายรายใหญ่เช่น Thomson Reuters, RELX และ Wolters Kluwer โดยบางตัวร่วงกว่า 10 % และบางตัวอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
โจนาธาน แมคมัลลัน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บลจ. ชโรเดอร์ส ระบุว่า นักลงทุนกำลังปรับการให้มูลค่าอย่างดุดัน ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่นักลงทุนยอมจ่าย หรือ Visibility premium กำลังลดลง เพราะความเร็วของการพัฒนา AI ทำให้การประเมินมูลค่าในระยะยาวทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเครื่องมือ AI ช่วยให้ธุรกิจสามารถทำงานได้มากขึ้นด้วยพนักงานน้อยลง ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อรูปแบบดั้งเดิมของการคิดค่าบริการต่อผู้ใช้ซอฟต์แวร์
ที่มา : บล.เอเซีย พลัส, บล.กรุงศรี, บล.พาย, Reuters
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้