
ฤดูร้อนปี 2569 คาดอากาศร้อนจัด แตะ 43 องศาฯ หนุนดีมานด์เครื่องดื่มเพิ่ม ขณะเดียวกันต้นทุนน้ำตาลและบรรจุภัณฑ์ลดลง โบรกฯ คาดกำไรกลุ่มเครื่องดื่มโต 9% ชู ICHI เด่น รับเทรนด์ชาพร้อมดื่มและปันผลสูง
ฤดูร้อนของประเทศไทยมักเป็นตัวเร่งสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแทบทุกปี เพราะเมื่ออุณหภูมิพุ่งสูง แดดแรงขึ้น สิ่งแรก ๆ ที่ผู้คนมองหาหนีไม่พ้นเครื่องดื่มเย็น ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหวาน น้ำอัดลม ชาเขียว หรือเครื่องดื่มชูกำลัง เพื่อคลายร้อนและเติมความสดชื่นระหว่างวัน
แต่ปีนี้ไม่ได้มีดีแค่ “ดีมานด์” ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น เพราะอีกด้านหนึ่งคือ “ต้นทุน” ที่กำลังเป็นใจให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบหลักอย่างน้ำตาล และเม็ดพลาสติกที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวลดลงด้วย
ภาพรวมของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มจึงเริ่มดูน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในมุมของกำไรที่มีโอกาสขยายตัวชัดเจน จนกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่นักวิเคราะห์และนักลงทุนต้องหันกลับมาจับตาอีกครั้งในปีนี้
กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศคาดหมายลักษณะอากาศช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย ประจำปี 2569 ระบุว่า ฤดูร้อนปีนี้จะเริ่มช้ากว่าปกติราว 2 สัปดาห์ โดยจะเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ และสิ้นสุดประมาณกลางเดือนพฤษภาคม
แม้จะเริ่มช้ากว่าเดิม แต่ระดับความร้อนกลับไม่ธรรมดา ซึ่งข้อมูลระบุว่า อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยในฤดูร้อนปีนี้จะอยู่ที่ราว 36–37 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าปกติที่ 35.4 องศาเซลเซียส
ขณะที่ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงพีคของฤดูร้อน อุณหภูมิสูงสุดในบางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ อาจพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 42-43 องศาเซลเซียส สะท้อนภาพฤดูร้อนที่รุนแรงกว่าปีก่อนอย่างชัดเจน
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ได้ประเมินว่าอุตสาหกรรมเครื่องดื่มมีแนวโน้มที่จะสร้างผลประกอบการที่โดดเด่นกว่ากลุ่มอาหารในปี 2569 โดยคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิโดยรวมของกลุ่มเครื่องดื่มจะเติบโตขึ้นถึง 9% ซึ่งสวนทางกับกลุ่มผู้ผลิตอาหารที่คาดว่าผลกำไรจะหดตัวลงประมาณ 5%
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ นอกเหนือจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นซึ่งเอื้อต่อยอดขายแล้ว ทิศทางของต้นทุนการผลิตยังเป็นใจให้กับผู้ประกอบการ โดยระบุว่าราคาวัตถุดิบหลักอย่างน้ำตาลและเม็ดพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ มีแนวโน้มปรับตัวลดลงหรือทรงตัวในระดับต่ำตลอดปี 2569
ซึ่งทั้งยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากดีมานด์ และต้นทุนที่ลดลง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ของบริษัทเครื่องดื่มขยายตัวได้ดีขึ้น
เมื่อพิจารณาเจาะลึกถึงศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มเครื่องดื่ม บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ได้ระบุว่ามีรายชื่อหุ้นที่น่าจับตามอง ดังนี้
1.บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น ICHI
หุ้นเด่นรับกระแสชาเขียว ต้องยกให้ ICHI เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม โดยได้รับแรงหนุนจากตลาดชาพร้อมดื่ม ซึ่งมีจุดเด่นด้านภาพลักษณ์ความเป็นธรรมชาติ ดีต่อสุขภาพ และช่วยเติมความสดชื่น ที่คาดว่าจะเติบโตโดดเด่นที่สุดในบรรดาเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ด้วยอัตราการเติบโต 4.4% ในปี 2569
นอกจากนี้ ICHI ยังมีความน่าสนใจในแง่ของผลตอบแทน โดยคาดการณ์อัตราเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 8.5% สำหรับปี 2569 พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 14.90 บาท
2.บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น CBG
คาดว่าผลกำไรได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 3/2568 และจะทยอยฟื้นตัว โดยมีปัจจัยหนุนจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ราคา 12 บาท เพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มพรีเมียมมากขึ้น ให้ราคาเป้าหมายที่ 48.00 บาท
3.บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น OSP
จุดเด่นอยู่ที่การบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับเป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสม่ำเสมอในระดับประมาณ 6% ให้ราคาเป้าหมายที่ 19.10 บาท
4.บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น SAPPE
ในส่วนของ SAPPE บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) แนะนำเพียง “ถือ” (HOLD) แม้บริษัทจะมีเป้าหมายการเติบโตเชิงรุก แต่ฝ่ายวิจัยมีมุมมองที่ระมัดระวังมากกว่า
โดยคาดการณ์ยอดขายปี 2569 จะเติบโตเพียง 6% เนื่องจากยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น การฟื้นตัวของตลาดเอเชียและตะวันออกกลางที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าในสหรัฐฯ ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 31.75 บาท
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้