โลกการลงทุนปั่นป่วน นักลงทุนหนีไปหลบที่ไหน? กูรู ชี้แค่พักฐานระยะสั้น เงินยังไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

โลกการลงทุนปั่นป่วน นักลงทุนหนีไปหลบที่ไหน? กูรู ชี้แค่พักฐานระยะสั้น เงินยังไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย

Date Time: 30 ม.ค. 2569 14:29 น.

Video

สอนมือใหม่หาเงินล้าน! จับของเก่า VS ล่า Art Toy เริ่มยังไง? | Money Issue EP.44

Summary

ตลาดลงทุนผันผวนหนักทั้งทองคำตลาดหุ้นคริปโตฯนักวิเคราะห์มองเป็นช่วงพักฐานแนะรอจังหวะตั้งรับเน้นตลาดหุ้นเอเชียเชื่อเงินยังไหลเข้าพร้อมจับตาดอกเบี้ยสหรัฐและทิศทางเงินทุนโลก

Latest


ช่วงที่ผ่านมาตลาดการลงทุนเผชิญความไม่แน่นอนสูง จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เม็ดเงินไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ จนทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง

แต่ล่าสุด ราคาทองคำเจอแรงขายหนักจนเมื่อคืนนี้ร่วงไปต่ำสุดสู่ระดับ 5,099 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ฝั่งบิตคอยน์ที่ถูกมองเป็น “ทองคำดิจิทัล” ก็ปรับตัวลดลงไปในทิศทางเดียวกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ อย่างตลาดหุ้นโลก-ไทยก็ปรับลดลงสรุปแล้ว เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกกำลังโยกย้าย แต่โอกาสของการลงทุนอยู่ที่ไหน?


ทองคำเจอแรงขายทำกำไร

แม้ราคาทองคำโลก (Gold Spot) จะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,594.82 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่เมื่อวานนี้ (29 ม.ค. 69) Gold Spot ปิดลบอย่างหนัก เพราะคนเทขายทำกำไร จนร่วงลงสู่ระดับ 5,099 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แม้ปัจจุบันมีแรงซื้อกลับเข้ามาบ้าง 

ส่วนราคาทองคำในประเทศ ณ เวลา 13:31 น. ปรับลดลง 4,400 บาทโดยราคาทองคำแท่ง ขายออกบาทละ 77,100.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณขายออกบาทละ 77,900 บาท ระหว่างวันยังผันผวนสูง เพราะราคาเปลี่ยนแปลงถึง 41 ครั้ง (13.31 น.)

นักวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) ระบุว่า การเทขายทองคํารุนแรงสู่ระดับ 5,099 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เกิดจากความอ่อนแอในสินทรัพย์อื่นๆ อาทิ ตลาดหุ้นสหรัฐ โลหะเงิน และทองแดงที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการขายทองคําเพื่อเติม Margin หรือ ชดเชยการขาดทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ รวมไปถึง Long Covering ในตลาดทองเอง ก่อนที่ราคาจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากแรงซื้อคืนเนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น

ด้านสภาทองคําโลก (WGC) ระบุว่าความต้องการทองคําทั่วโลกเพิ่มขึ้น 1% ในปี 2568 เป็น 5,002 ตัน ซึ่งเป็นจํานวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนและการค้ากระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น

นําโดยความต้องการในภาคลงทุนที่เพิ่มขึ้น 84% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีกองทุน ETF เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ซึ่งช่วยชดเชยการลดลงของแรงซื้อจากธนาคารกลางที่ลดลง 21% สู่ระดับ 863 ตัน และความต้องการในภาคเครื่องประดับที่ลดลง 19%


ตลาดหุ้นโลก จมสีแดง

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกวันนี้ อยู่ในภาวะซบเซาอย่างเห็นได้ชัด โดยดัชนีหลักส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงสู่แดนลบพร้อมกัน สะท้อนถึงความวิตกกังวลของนักลงทุนที่มีต่อความผันผวนของตลาดการเงิน

อย่างไรก็ดี แรงเทขายกระจายไปในหลายภูมิภาค ส่งผลให้หน้าจอการซื้อขายเต็มไปด้วยสีแดง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงกระแสการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off) ที่กำลังปกคลุมตลาดทุนโลก เช่น

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.13%, Nasdaq 100 ลดลง 0.53% ส่วน Dow Jones ปรับเพิ่ม 0.11%    
  • ตลาดหุ้นเยอรมนี ดัชนี DAX ลดลง 2.07%
  • ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ดัชนี SSEC ลดลง 0.89%    
  • ตลาดหุ้นฮ่องกง ดัชนี Hang Seng ลดลง 2.14%
  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei 225 ลดลง 0.11%
  • ตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET Index ลดลง 0.38%

(ข้อมูล ณ เวลา 13:28 น.)


บิตคอยน์ ก็ไม่รอด

ในส่วนของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล บิตคอยน์ (Bitcoin) มีการเคลื่อนไหวของราคาที่ผันผวนในทิศทางขาลง แม้ว่าบิตคอยน์จะได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกที่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้ในบางช่วงเวลา หรือถูกเปรียบเปรยว่าเป็นทองคำดิจิทัล 

แต่การเคลื่อนไหวของราคาบิตคอยน์ล่าสุดที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 83,106.0 ดอลลาร์สหรัฐนั้นในวันนี้ (ณ เวลา 13:28 น.) หรือลดลง 6.60% ใน 1 วัน และลดลง 8.02% ใน 1 สัปดาห์ อาจสะท้อนให้เห็นว่าในสายตาของนักลงทุนส่วนใหญ่ บิตคอยน์ยังคงจัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยง เมื่อบรรยากาศการลงทุนโดยรวมแย่ลง สินทรัพย์ดิจิทัลจึงเผชิญแรงขายออกมาเพื่อรักษาสภาพคล่องเช่นเดียวกัน


เงินไหลไปไหน นักลงทุนเอายังไงต่อ ?

กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นกับ “Thairath Money” ว่า ภาพรวมการลงทุนในช่วงนี้ ที่สินทรัพย์หลายประเภททั้งทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี และตลาดหุ้นมีการปรับตัวลดลงนั้น มองว่าเป็นช่วงของการ “เซตตัว” หรือการพักฐาน

โดยประเมินว่ากระแสเม็ดเงินลงทุน ยังคงไหลเข้าสู่ตลาดเอเชียอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ช่วงนี้เป็นระยะของการพักตัวเท่านั้น ดังนั้น สินทรัพย์เสี่ยงในเอเชียจึงยังดูน่าสนใจ

พร้อมแนะนำให้ใช้จังหวะที่ตลาดหุ้นจีนและหุ้นไทยย่อตัวลงมาในการ “ตั้งรับ” สำหรับตลาดหุ้นจีน แนะนำให้โฟกัสไปที่กลุ่มหุ้นเทคโนโลยี หรือเลือกลงทุนผ่านกองทุน ETF ดัชนีตลาดหุ้นจีนเป็นทางเลือกหลัก

ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แนะนำให้เน้นธีม Infratech โดยหุ้นเด่นได้แก่ ADVANC, TRUE และ GULF โดยให้รอจังหวะย่อตัวแล้วเข้าสะสม นอกจากนี้ยังมีธีมพลังงาน ได้แก่ IVL, GPSC, PTTGC และ BCP รวมถึงหุ้นกลุ่ม Value Play ที่น่าสนใจ เช่น BBL, AWC และ CPN เป็นทางเลือกในการลงทุนช่วงนี้

ด้านมุมมองต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ มองว่ายังเป็นตลาดที่พอไปได้ แต่ความร้อนแรงอาจจะไม่เหมือนปีก่อนๆ และผลตอบแทนน่าจะอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยของตลาดโลก ในขณะที่โอกาสหลักในปี 2026 น่าจะอยู่ที่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ในฝั่งเอเชียมากกว่า

สำหรับราคาทองคำ ช่วงนี้มองว่าเป็นการพักฐาน โดยให้จับตากรอบแนวรับสำคัญบริเวณ 4,900 - 5,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หากราคายังประคองตัวอยู่ในกรอบนี้ได้ ให้รอจังหวะที่ราคาเริ่มนิ่งแล้วค่อยเข้าสะสมใหม่ แต่หากยังมีความผันผวนสูงแนะนำให้รอดูสถานการณ์ไปก่อน

กรภัทร กล่าวอีกว่า ปัจจัยหลักที่ต้องติดตามคือทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณให้น้ำหนักไปที่ความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน แต่ก็ไม่ได้ปิดโอกาสในการลดดอกเบี้ย ส่งผลให้ในระยะสั้นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่ามาต่อเนื่องอาจจะเริ่มกลับมานิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ต้องติดตามการประกาศรายชื่อประธานเฟดคนใหม่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใคร มองว่าส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะมีท่าทีผ่อนคลาย (Dovish) กว่าเจอโรม พาวเวล ทั้งสิ้น แต่หากได้คนที่ผ่อนคลายมากๆ ตลาดการลงทุนอาจตอบรับในเชิงบวกได้


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ