
ถอดบทเรียนเคส TU-PF วิกฤติศรัทธาประกันสังคม 19 ปี เหลือมูลค่าแค่ 1.14 บาท/หน่วย เงินผู้ประกันตนที่จ่ายไปเสี่ยงแค่ไหน?
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และสังคมไทยที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ “กองทุนประกันสังคม” คือหนึ่งในเสาหลักความมั่นคงที่แรงงานไทยกว่า 24 ล้านคนฝากความหวังไว้ ด้วยเงินลงทุนสะสมเกือบ 2.9 ล้านล้านบาท ซึ่งควรทำหน้าที่เป็นหลักประกันชีวิตยามเจ็บป่วย ว่างงาน และวัยเกษียณ
แต่ในช่วงที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นต่อองค์กรขนาดใหญ่นี้ กลับถูกสั่นคลอนอย่างหนัก จากประเด็นเรื่องความโปร่งใส ความคุ้มค่า และธรรมาภิบาลในการบริหารเงินลงทุน
หากย้อนดูการลงทุนของกองทุนประกันสังคม ทั้งในตลาดทุนและนอกตลาด ไม่ว่าจะเป็นหุ้นรายตัว กองรีท หรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ หลายกรณีกลายเป็นบทเรียนที่สังคมตั้งข้อสงสัยต่อเนื่อง
ซึ่งถูกตั้งคำถามว่านี่เป็นเพียง “การลงทุนระยะยาวตามกลยุทธ์” หรือกำลังสะท้อนการใช้ “ตลาดทุน” เป็นเครื่องมือเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่มกันแน่
“กองทุนประกันสังคม” เกี่ยวข้องกับผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน มีมูลค่าเงินลงทุนสะสมถึง 2.86 ล้านล้านบาท ซึ่งการบริหารจัดการเงินลงทุนนี้ก็ถูกประชาชนตั้งคำถามมาตลอดว่า มีประสิทธิภาพ หรือโปร่งใสแค่ไหน ไม่ว่าจะเคสที่เป็นข่าวเมื่อปี 2563 ที่คนเจอว่าประกันสังคมฯ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ในกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์อย่าง SRIPANWA ที่ช่วงนั้นผลประกอบการไม่ดีเท่าไร
เมื่อปี 2567 ที่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เออร์บานา (URBNPF) เสี่ยงมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเหลือ 0 เคสนี้กองทุนประกันสังคมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 เหมือนกัน ย้อนไปที่ปี 2568 ก็มีประเด็นเรื่องการลงทุนนอกตลาดที่ประกันสังคมฯ เข้าซื้ออาคารสำนักงาน SKYY9 มูลค่าเกือบ 7,000 ล้านบาท ที่ถูกตั้งคำถามว่า ซื้อแพงเกินจริงกว่าราคาจริงหรือไม่ เป็นการอุ้มกลุ่มทุนหรือทำเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มหรือเปล่า
จนล่าสุดปี 2569 นี้ มีเคสใหม่อีกแล้วที่เข้าไปลงทุนในกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์ หรือ TU-PF ที่ราคาจาก 10 บาท ตอนนี้เหลือ 0.9127 บาท/หน่วย (อธิบายเพิ่มเติมในหัวข้อที่ 3)
แม้กองทุนประกันสังคมมักชี้แจงว่า เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อรับปันผล แต่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความคุ้มค่ามา และสงสัยว่าโครงสร้างกองทุนฯ ตอนนี้เอื้อให้เกิดช่องโหว่ จนมีคนมาแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ และใช้ “ตลาดทุน” เป็นเครื่องมือในการกระทำที่ไม่เหมาะสมหรือไม่พอร์ตลงทุนที่มีมูลค่าสะสมเกือบ 2.9 ล้านล้านบาทนี้ อยู่ในมือคณะกรรมการประกันสังคมซึ่งแบ่งเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ ตัวแทนฝ่ายรัฐบาล 7 คน, ตัวแทนฝ่ายนายจ้าง 7 คน และ ตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง 7 คน
โครงสร้างนี้เกิดขึ้นเพื่อสร้างสมดุลแห่งผลประโยชน์ และการต่อรองสิทธิพื้นฐาน แต่เมื่อบทบาทของกองทุน ขยายขอบเขตจากการ “จ่ายสวัสดิการ” ไปสู่การ “บริหารการลงทุนระดับล้านล้านบาท” โครงสร้างนี้ก็อาจเป็นอุปสรรคสำคัญ การลงทุนต้องมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลหรือเปล่า
กรณีศึกษาล่าสุดเคส TU-PF กองรีทที่เป็นเจ้าของหอพัก TU DOME ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมถืออยู่ 80 ล้านหุ้น ติดผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 (ในสัดส่วน 76.75%) แต่มูลค่าหน่วยลงทุนสิ้นปี 2568 เหลือแค่ 1.14 บาท (ณ เวลา 15.30 น. วันที่ 23 ม.ค.69) จาก 10.00 บาทที่เปิด IPO เมื่อปี 2549
เรื่องนี้ฝั่งสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงว่า ก่อนเข้าลงทุนมีการพิจารณาและทำตามระเบียบของสำนักงานฯ โดยปี 2549 ใช้เม็ดเงิน 800 ล้านบาทเข้าลงทุน TU-PF ถึงตอนนี้ (ผ่านไป 19 ปี) ได้เงินคืนจากการลงทุน 159 ล้านบาท ยอมรับว่ามูลค่าตลาดก็ที่เปลี่ยนแปลง และการแข่งขันจากคู่แข่งเอกชนเพิ่มขึ้น โดยมี 68 มีการจ่ายเงินคืนให้สำนักงานฯ 8 ล้านบาท และปี 69 คาดว่าจะปรับกลยุทธ์และดีขึ้น
ล่าสุด ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานธุรกิจระบบงานเทคโนโลยีสารสนเทศ สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โพสต์บนเฟสบุ๊กส่วนตัวว่า กรณี TU Dome สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าความผิดพลาดเชิงเทคนิค เงินลงทุนของกองทุนประกันสังคม เริ่มต้นจากสมมติฐานที่สวยงามเกินจริง เช่นคาดการณ์ว่าหอพักจะมีอัตราการเข้าพักเต็มเกือบ 100% ไปจนถึงการตั้งค่าเช่าในระดับสูง โดยไม่เผื่อความเสี่ยงจากการแข่งขันและข้อจำกัดด้านกำลังจ่ายของผู้เช่า
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงผลประกอบการที่ขาดทุนต่อเนื่อง แต่คือการอนุมัติจ่ายเงินลงทุนล่วงหน้าจำนวนมหาศาล ทั้งที่โครงการยังไม่พร้อมก่อสร้างตามกฎหมาย
“กรณีศึกษาของ TU Dome ชี้ให้เห็นว่า ความสูญเสียของเงินประกันสังคมไม่ได้เกิดจาก "ความเสี่ยงทางธุรกิจ" ตามปกติ แต่เกิดจากความหละหลวมในการตรวจสอบ (Due Diligence) ตั้งแต่ขั้นตอนการประเมินโครงการ, การจ่ายเงินล่วงหน้าที่ผิดปกติ, การทำสัญญาที่เสียเปรียบ, ไปจนถึงปัญหาธรรมาภิบาลของผู้บริหารกองทุนที่มีการทุจริตอย่างเป็นระบบ”
สรุปแล้วกองทุนประกันสังคม ลงทุนได้ดีแค่ไหน? จากข้อมูลสถานะการลงทุนฯ (ณ 30 ก.ย.68) พบว่า อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ที่ทำได้เพียง 2.59% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำ สำหรับการบริหารกองทุนบำนาญระยะยาวที่ต้องรองรับสังคมสูงวัย
ถึงตัวเลขนี้จะสูงกว่าเกณฑ์อ้างอิงอย่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ที่ 0.28% ต่อปี แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตในภาพรวมระยะยาวช่วงที่ผ่านมายังไม่สามารถสร้างดอกผลได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควร
ฝั่ง กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ออกมาย้ำว่า ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนสะสมรวมทั้งสิ้น 2.86 ล้านล้านบาท ซึ่งเกิดจากเงินสมทบของนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล รวม 1.73 ล้านล้านบาท นับตั้งแต่เริ่มจัดตั้งกองทุน
ขณะเดียวกัน กองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนสะสมจากการลงทุนได้ 1.13 ล้านล้านบาท เฉพาะปี 2568 สร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้วกว่า 80,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 6.1% ของพอร์ตการลงทุน
“จากรายงาน ณ สิ้นปี 2568 นี้ เป็นเครื่องยืนยันว่ากองทุนที่สำนักงานประกันสังคมดูแลอยู่มีเสถียรภาพสูง ดำเนินการตามขั้นตอน ระเบียบ/ประกาศ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนและรัดกุม เป็นไปตามมาตรฐานสากล และมุ่งเน้นการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน กลับคืนมาเป็นสวัสดิการที่มั่นคงให้กับผู้ประกันตนทุกคน” กาญจนา พูลแก้ว กล่าวทิ้งท้าย
ประเด็นที่กำลังถกเถียงในสังคมครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนว่า การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุน หรืออสังหาริมทรัพย์ จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน
และติดตามพัฒนาการของการลงทุนอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการพิจารณาเพียงชื่อโครงการหรือผู้เกี่ยวข้อง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยั่งยืนของการลงทุน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลตอบแทนระยะสั้นเพียงอย่างเดียว…
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้