
ไทยออยล์ ประกาศ "พ้นวิกฤติ" เดินหน้าพลังงานสะอาด CFP! มั่นใจงบไม่บาน เล็งเปิดเร็วกว่าแผนเดิม เตรียมบุ๊กกำไรพิเศษ ซื้อหนี้คืนในงบ Q1/69
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ประกาศวิกฤติที่กดดันตลอด 2 ปีที่ผ่านมาได้ "ผ่านจุดต่ำสุด" ไปแล้ว โดย "บัณฑิต ธรรมประจำจิต" ซีอีโอ มั่นใจพร้อมกลับมาผงาดด้วยความเชื่อมั่นเต็มร้อยจากทุกภาคส่วน
โดยมีหัวหอกสำคัญคือโครงการพลังงานสะอาด (CFP) ที่เปรียบเสมือน "Game Changer" ยกระดับศักยภาพการแข่งขันระดับโลก ซึ่งปัจจุบันเดินหน้าก่อสร้างเต็มสูบ มั่นใจคุมงบประมาณอยู่ เตรียมกดปุ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ (Full COD) ได้ภายในไตรมาส 3/2569
บัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจว่า ในปีนี้บริษัทก้าวเข้าสู่ปีที่ 22 ในการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยยอมรับว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทเผชิญกับวิกฤติครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าตลาดฯ
แต่ด้วยความร่วมมือต่างๆ ในการแก้ไขสถานการณ์ ทำให้วันนี้สามารถพูดได้เต็มปากว่า "วิกฤติได้รับการแก้ไขและผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว" ปัจจุบันบริษัทได้รับความเชื่อมั่นกลับคืนมาจากทั้งสถาบันการเงิน นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย พร้อมที่จะเดินหน้าธุรกิจต่อในช่วงขาขึ้น
ภายใต้วิสัยทัศน์ "สร้างสรรค์คุณภาพชีวิตด้วยพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน" TOP ได้วางโรดแมปการเติบโตไว้อย่างชัดเจน แบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้
เฟสแรก (ปี 2568-2573) - เน้นสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจปัจจุบัน และเร่งโครงการพลังงานสะอาด (CFP) ให้แล้วเสร็จ โดยยังไม่มีการลงทุนใหญ่เพิ่มเติมจนกว่า CFP จะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ภายในปี 2571
นอกจากนี้จะมุ่งขยายฐานลูกค้าเคมีภัณฑ์และสารทำละลายไปยังต่างประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยมีเป้าหมายคือการก้าวกระโดดของผลประกอบการหลัง CFP เสร็จสมบูรณ์
เฟสสอง (ปี 2574-2583) - มุ่งสู่ธุรกิจใหม่ (New S-Curve) เน้นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง High Margin และ Low Carbon รวมถึงเคมีภัณฑ์เฉพาะทาง โดยตั้งเป้าว่าในปี 2578 พอร์ตธุรกิจใหม่จะสร้างกำไรสัดส่วนถึง 20% ของกำไรทั้งหมด
บัณฑิต ขยายความถึงโครงการ CFP (Clean Fuel Project) ว่า นี่คือหัวใจสำคัญที่จะยกระดับ TOP ให้มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก เป็นแพลตฟอร์มใหม่ที่ช่วยต่อยอดธุรกิจปลายน้ำและสร้างกำไรได้สูงขึ้น
ความคืบหน้าล่าสุดคือการจัดซื้ออุปกรณ์หลักและการจัดจ้างผู้รับเหมาส่วนสำคัญดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว คิดเป็นความคืบหน้า 97% ของโครงการ โดยผู้รับเหมาเริ่มทยอยเข้าพื้นที่และคาดว่าจะมีแรงงานเต็มอัตราที่ 15,000-18,000 คน ภายในไตรมาส 1/2569
"เรามั่นใจว่างบประมาณไม่น่าจะบานปลาย เพราะสัญญาหลักๆ ได้ดำเนินการจบแล้ว โดยจะเริ่มทยอยขึ้นหน่วยสาธารณูปโภค และคาดว่าจะสามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ (Full COD) ได้ในไตรมาส 2 ปี 2571 จากแผนเดิมไตรมาส 3 ปี 2571"
วนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) TOP กล่าวว่า ในส่วนของการบริหารจัดการทางการเงิน TOP ได้ดำเนินการแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสด โดยนำโครงสร้างพื้นฐานบางส่วน เช่น ถังน้ำมันและทุ่นน้ำมัน แปลงเป็นการให้บริษัทในกลุ่ม ปตท. เช่า และบริษัทเช่ากลับมา ซึ่งได้รับเงินเข้ามากว่า 1.8 หมื่นล้านบาท โดยยืนยันว่าในส่วนนี้จะไม่กระทบกับธุรกิจหลัก
เงินสดที่ได้ถูกนำมาบริหารจัดการหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อัตราส่วนทางการเงินดีขึ้น Net Debt to EBITDA ลดลงจาก 5.8 เท่า เหลือ 4.8 เท่า และ D/E Ratio อยู่ที่ 0.6 เท่า ซึ่งต่ำกว่านโยบายที่กำหนดไม่เกิน 1 เท่า
ปัจจุบัน TOP มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง สถาบันจัดอันดับเครดิตยังคงให้ระดับ Investment Grade มีเงินสดในมือกว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่รวมเงินจากการดำเนินงาน พร้อมรองรับการเติบโต และดึงดูด Fund Flow จากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ให้เข้ามาถือหุ้น TOP ในฐานะหุ้นคุณภาพที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืน
สำหรับทิศทางธุรกิจโรงกลั่น ซึ่งถือเป็นหัวใจในการทำกำไรให้บริษัทในสัดส่วนกว่า 70% ปีนี้มั่นใจว่าภาพรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก จากแรงสนับสนุนหลักทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานที่แข็งแกร่ง
จากข้อมูลพบว่าโรงกลั่นในฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้ทยอยปิดตัวลงไปค่อนข้างมาก ส่งผลให้กำลังการผลิตหายไป แม้ว่าจะยังมีโรงกลั่นเปิดใหม่บ้าง แต่เมื่อนำตัวเลขโรงกลั่นที่ปิดตัวลงมาหักลบกันแล้ว จะพบว่า "กำลังการผลิตส่วนเพิ่มสุทธิ" ต่ำกว่าความต้องการใช้พลังงานที่เติบโตขึ้นในแต่ละปี
ทำให้คาดว่าค่าการกลั่นในปีนี้จะยังคงยืนอยู่ในระดับที่ดี และแนวโน้มโรงกลั่นใหม่ที่จะเข้ามาในอนาคตก็มีทิศทางลดลงด้วย โดยคาดว่าค่าการกลั่นจะยืนอยู่ระดับ 5-6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการนำวัตถุดิบไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในสายปิโตรเคมี ไม่ว่าจะเป็นอะโรเมติกส์, สารสำหรับทำผงซักฟอก รวมถึงน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน ช่วยสร้างมูลค่าส่วนเพิ่มเข้ามาอีกเกือบ 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
เมื่อรวมกันแล้วจึงประเมินว่า ภาพรวมของมาร์จิ้นที่คาดว่าจะทำได้ในปีนี้จะอยู่ที่ระดับประมาณ 7-8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสะท้อนความสามารถในการสกัดมูลค่าเพิ่มจากน้ำมันดิบได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนระยะสั้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ในเวเนซุเอลา อิหร่าน หรือความยืดเยื้อของปัญหารัสเซีย ที่กลายเป็นตัวเร่งให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และหนุนภาพรวมอุตสาหกรรมในระยะสั้นให้โดดเด่นด้วย
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้