
หุ้น MANU ยังบวก! แม้งบปีล่าสุดรายได้พุ่ง 666 ล้านปอนด์ แต่ยังขาดทุน 33 ล้านปอนด์ เหตุแบกค่าเหนื่อยและจ่ายชดเชยปลด "เทน ฮาก" สโมสรเร่งผ่าตัดองค์กร ลดรายจ่าย หวังพลิกฟื้นงบการเงินให้กลับมาแกร่ง
ควันหลงจากศึก “แดงเดือด” นัดล่าสุดที่ Manchester United เปิดบ้านเฉือนชนะ Liverpool 3-2 ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกความเชื่อมั่นและแรงเชียร์จากแฟนบอลกลับมาได้อย่างเต็มที่
ขณะที่ผลงานในสนามกำลังร้อนแรงต่อเนื่อง มุมมองตลาดทุนของ Manchester United Plc ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE: MANU) ที่มีมูลค่ากิจการระดับแสนล้านบาท ก็กำลังสะท้อนภาพบวกไม่ต่างกัน
โดยราคาหุ้นล่าสุดอยู่ราว 18.00 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณหุ้นละ 588 บาท และมีผลตอบแทนย้อนหลังเป็นบวก ดังนี้
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังคงมีความอ่อนไหวต่อ “ผลงานในสนาม” ทำให้แม้ผลตอบแทนโดยรวมจะเป็นบวก แต่ทิศทางราคาก็ยังมีความผันผวนสูง และขึ้นอยู่กับความคาดหวังของนักลงทุนต่ออนาคตของทีมต่อจากนี้
สำหรับโมเดลธุรกิจของ Manchester United มีโครงสร้างรายได้หลักแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่
จุดสำคัญที่สุดคือรายได้เหล่านี้ ผูกติดกับผลงานของทีมโดยตรง ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ คือ หากทีมพลาดตั๋วไปเล่นในรายการใหญ่อย่าง ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รายได้ส่วนของการถ่ายทอดสดและวันแข่งขัน ก็จะหายวับไปเป็นหลักร้อยล้านปอนด์ในทันที
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหุ้น Manchester United ถึงไม่ค่อยสนสภาวะเศรษฐกิจโลกเท่าไหร่ แต่กลับสวิงตาม “ผลการแข่งขัน” ชนิดที่ว่าหายใจรดต้นคอกันเลยทีเดียว
หากย้อนดูผลประกอบการย้อนหลัง 5 ปี
ปี 2568 ที่ผ่านมา Manchester United ทำรายได้พุ่งทะยานไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะดีลสปอนเซอร์ที่ยังคงหลั่งไหลเข้ามา แต่ในอีกมุมหนึ่ง บริษัทยังคงเผชิญภาวะขาดทุนสุทธิและมีกำไรต่อหุ้น (EPS) ติดลบมาอย่างต่อเนื่อง
สาเหตุหลักหนีไม่พ้นภาระค่าเหนื่อยนักเตะระดับท็อปที่แบกไว้มหาศาล บวกกับค่าใช้จ่ายของทีมงาน โค้ช และต้นทุนการบริหาร ทำให้แม้รายได้จะมากแค่ไหน แต่กำไรกลับยังไม่ยอมมาให้เห็นเสียที
อย่างไรก็ตาม ในงบมีการบันทึก "รายการพิเศษ" สูงถึง 36.6 ล้านปอนด์ โดยส่วนหนึ่งเป็นค่าชดเชยจากการเลิกจ้างมูลค่า 16.9 ล้านปอนด์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกทางกับอดีตผู้จัดการทีม เอริก เทน ฮาก และทีมงานสตาฟฟ์โค้ชก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ ยังมีหนี้สินรวมอยู่ที่ 637 ล้านปอนด์ (ณ 30 มิ.ย. 68) ซึ่งภาระดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมทางการเงินในปีที่ผ่านมาสูงถึง 21.2 ล้านปอนด์ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่คอยฉุดรั้งไม่ให้สโมสรพลิกกลับมามีกำไรได้ง่ายๆ
ต่อจากนี้สิ่งที่ต้องจับตามองคือการเดินหน้า Transformation Plan อย่างจริงจัง มาตรการหลักมุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุนองค์กร ปรับโครงสร้างพนักงาน และควบคุมค่าใช้จ่ายให้มีขนาดองค์กรที่กระชับมากที่สุด
แน่นอนว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง แม้แบรนด์จะสตรองแค่ไหน แต่หุ้น Manchester United ก็มีปัจจัยเฉพาะตัวที่ชัดเจนมาก ซึ่งปัจจุบันบริษัทยังไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุน และความสามารถในการทำกำไรที่ยังต้องพิสูจน์ตัวเองกันอีกยาว
พูดง่ายๆ คือนี่ไม่ใช่หุ้นแนวปลอดภัยหรือ Defensive ที่ซื้อทิ้งไว้กินปันผลชิลๆ แต่เป็นหุ้นที่มี Story และ Sentiment เข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนราคา ซึ่งนักลงทุนกำลัง “เดิมพันกับอนาคตของทีมฟุตบอล” ไปพร้อมกัน
ที่มา: ir.manutd.com, investing.com, tradingview.com
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้