ก.ล.ต. กางแผน 3 ปี กู้ความเชื่อมั่น-ดันตลาดโต ยกระดับจับโกง ลุย Crypto ETF ย้ำ TISA มาแน่

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ก.ล.ต. กางแผน 3 ปี กู้ความเชื่อมั่น-ดันตลาดโต ยกระดับจับโกง ลุย Crypto ETF ย้ำ TISA มาแน่

Date Time: 19 ม.ค. 2569 18:02 น.

Video

เปย์ตัวเองมาทั้งชีวิต วันนี้ขอทำเพื่อ 'ลูก' ให้ดีที่สุด กับ แอริน ยุกตะทัต l Money Secret EP.17

Summary

ก.ล.ต. เปิดแผนฟื้นเชื่อมั่น ใช้ AI ช่วย ลุยยกระดับบังคับใช้กฎหมาย การันตี TISA เกิดแน่ปีนี้ พร้อมดัน Crypto ETF ย้ำชัด “ทำคนเดียวไม่ได้” ทุกฝ่ายต้องร่วมมือขับเคลื่อนตลาดทุน

Latest


ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้านของตลาดทุนไทย ทั้งความเชื่อมั่นที่ยังเปราะบาง ความผันผวนจากปัจจัยโลก ไปจนถึงคำถามต่อประสิทธิภาพการกำกับดูแล “ผู้กำกับ” อย่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด

Thairath Money พาเจาะลึกแผนยุทธศาสตร์ในระยะ 3 ปี (2569 – 2571) ภายใต้การนำของ ศ. ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ซึ่งนับเป็นการสานต่อและยกระดับจากสิ่งเดิมที่วางไว้ โดยยึดหัวใจสำคัญคือ “Building Trust, Powering Growth” หรือการสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนการเติบโตไปพร้อมกัน เพื่อให้ตลาดทุนไทยเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 


ก.ล.ต. มั่นใจ “ดีได้อีก” น้อมรับทุกความคาดหวัง

ศ. ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า สำหรับประเด็นความกังวลเรื่องประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายนั้น ก.ล.ต. มั่นใจว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานให้ดียิ่งขึ้นไปอีกแบบ “ดีได้อีก” โดยให้ความสำคัญกับการทุ่มเททรัพยากรและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง AI เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน

ทั้งนี้ ก.ล.ต. พร้อมน้อมรับทุกความคาดหวังโดยไม่โต้แย้ง แต่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายนั้น ดำเนินงานในลักษณะ Value Chain ที่ต้องอาศัยการประสานงานกับหลายภาคส่วน ซึ่งมีความท้าทายในทุกระดับขั้นตอน ดังนั้น เราพร้อมจะเรียนรู้และพัฒนาเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้ให้ได้


“3Ts” หัวใจหลักขับเคลื่อนยุทธศาสตร์

สำหรับในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระยะ 3 ปี (2569 – 2571) สำนักงาน ก.ล.ต. โฟกัสใน 3 เรื่องหลัก (3Ts) ได้แก่

1. Tie การเชื่อมโยงกับสิ่งที่ทำมาแล้ว อะไรดีก็สานต่อ อะไรเป็นอุปสรรคต้องรีบแก้ พร้อมเน้นย้ำว่าจะต้องเดินหน้าต่อในประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ที่ต้อง “รวดเร็ว รัดกุม และไม่เลือกปฏิบัติ” ซึ่งสะท้อนการทำงานเชิงรุกในปี 2568 ที่ผ่านมา มีสถิติการบังคับใช้กฎหมายถึง 170 คดี มีผู้กระทำผิดรวม 409 ราย

ทั้งนี้ มีการถอดบทเรียนจากเคสใหญ่อย่าง MORE และ STARK นำมาสู่มาตรการที่เป็นรูปธรรม เช่น การปรับปรุงเกณฑ์ NVDR ให้ซื้อขายได้เฉพาะต่างชาติ และการผลักดัน Securities Bureau เพื่อให้มีข้อมูลหลักประกันที่เพียงพอในการป้องกันความเสี่ยง 

2. Trends จากความท้าทายจากภายนอก ทั้งกระแสเทคโนโลยี ความยั่งยืน และสังคมสูงวัย  แม้ตลาดทุนไทยจะพิสูจน์ตัวเองมาอย่างยาวนาน แต่โจทย์ใหญ่คือทำอย่างไรให้ตลาดทุนไทยยังคงมีความสอดคล้องกับตลาดโลก และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยหรือธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงแหล่งทุนได้จริง

3. Trust หรือการสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุด หากนักลงทุนไม่เชื่อมั่น ตลาดทุนก็เดินต่อไม่ได้ ซึ่งปีนี้จะเน้นยกระดับคุณภาพบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนตั้งแต่ต้นน้ำ และทำให้มีบริษัทใหม่ๆ ที่มีคุณภาพเข้ามาจดทะเบียน พร้อมทั้งยกระดับธรรมาภิบาล และรักษาคุณภาพของ Gatekeepers อย่างที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) และผู้สอบบัญชี ให้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง 


วาง 5 เป้าหมาย ก้าวต่อไป “ทำคนเดียวไม่ได้”

ซึ่งทิศทางของ ก.ล.ต. ในอีก 3 ปีข้างหน้าภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ มีเป้าหมายชัดเจน 5 ด้าน คือ

  • ตลาดทุนแข่งขันได้และสร้างความเชื่อมั่น - ยกระดับตลาดทุนไทยสู่สากล เน้นการซื้อขายที่โปร่งใส บังคับใช้กฎหมายรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี และเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ
  • ตลาดทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล - ปั้นสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนอย่างเต็มรูปแบบ เดินหน้าเกณฑ์ Crypto ETF และระบบนิเวศ Tokenization
  • ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญสู่ความยั่งยืน - ชูจุดเด่น ESG ในภูมิภาค ผลักดันมาตรฐานเปิดเผยข้อมูลสากล พร้อมหนุนผลิตภัณฑ์การเงินสีเขียว และการซื้อขายคาร์บอนเครดิต
  • ผู้ลงทุนมีสุขภาพทางการเงินที่ดีและวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว - ส่งเสริมการออมระยะยาวผ่านบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล TISA และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ควบคู่กับการยกระดับการป้องกันภัยหลอกลงทุนแบบ Preventive Anti-scam
  • เพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงานของ ก.ล.ต. - เช่น ยกระดับการกำกับดูแลด้วยการใช้ Supervisory Technology (SupTech) และนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างต่อเนื่อง

พร้อมทิ้งท้ายว้า การทำงานนี้ ก.ล.ต. ไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว พร้อมส่งสัญญาณถึงทุกภาคส่วนในตลาดทุน ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริษัทจดทะเบียน และนักลงทุน ให้ร่วมมือกันผลักดันตลาดทุนไทยให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

“เรารู้สิ่งที่เราเดินมา เรารู้สิ่งที่เราจะเดินต่อ แต่เราไม่ได้เดินคนเดียว ถ้าท่านยังไม่ได้เดินในสิ่งที่ท่านไม่มั่นใจ สำนักงาน ก.ล.ต. มั่นใจในทิศทางที่เราจะไป แต่การสร้างเป้าหมายตรงนั้น ก.ล.ต. ทำคนเดียวไม่ได้” พรอนงค์ กล่าว

ในประเด็นการสกัดกั้นกลุ่มทุนสีเทาและสแกมเมอร์ ก.ล.ต. ได้วางบทบาทการกำกับดูแลเข้มข้นใน 2 ส่วนหลัก คือ ฝั่งผู้ระดมทุน โดยเน้นตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นและการรายงานข้อมูลให้ตรงตามข้อเท็จจริง ซึ่งต้องอาศัยการทำงานเชิงรุกร่วมกับ ปปง., ตำรวจ ปอศ. และ DSI เพื่อไม่ให้ตลาดทุนกลายเป็นแหล่งฟอกเงิน และฝั่งตัวกลาง ต้องเคร่งครัดเรื่อง KYC/CDD เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมาย


“TISA” เกิดแน่ปีนี้ พร้อมถกเกณฑ์ “Market Maker” ต้องโปร่งใส

สำหรับมาตรการส่งเสริมการออม ก.ล.ต. ยืนยันว่า “TISA” (Thai Individual Savings Account) จะเกิดขึ้นภายในปีนี้อย่างแน่นอน โดยรูปแบบจะมีความยืดหยุ่น และเปิดกว้างให้เลือกลงทุนในหุ้นที่มีผลตอบแทนดีได้ตามความเสี่ยงที่รับไหว พร้อมเดินหน้าเข้าไปคุยกับกระทรวงการคลัง หลังมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ส่วนแนวคิดเรื่อง “Market Maker” ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังศึกษาเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องหุ้นขนาดกลาง-เล็กนั้น ก.ล.ต. มองว่าเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจ แต่ต้องนำวิธีการมาหารือให้ตกผลึกก่อนออกเกณฑ์

เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นธรรม ได้ผลจริง และไม่สร้างผลกระทบเชิงลบที่ไม่ได้ตั้งใจ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีระบบตรวจจับที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันพฤติกรรมไม่เหมาะสมหรือการสร้างราคา หากสามารถปิดความเสี่ยงตรงนี้ได้ Market Maker จะเป็นตัวช่วยบวกให้กับตลาดทุนได้จริง


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ