
ตลาดหุ้นโลกดิ่งถ้วนหน้า หลังทรัมป์ขู่ใช้มาตรการภาษีกับ 8 ชาติยุโรป ปมฮุบ “กรีนแลนด์” โบรกฯ มองเป็นโอกาสหุ้นเอเชีย-ไทย พลิกเป็น Safe Haven รับเงินไหลเข้า
ใครจะไปเชื่อว่าความต้องการครอบครอง "เกาะกรีนแลนด์" ของ โดนัลด์ ทรัมป์ จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ที่จุดชนวนสงครามการค้าครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปจนลุกเป็นไฟ
ทำให้เช้านี้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกตึงเครียดอีกครั้ง ตลาดหุ้นทั้งฝั่งตะวันตกและเอเชียกอดคอกันแดงเถือก สะท้อนความกังวลของความขัดแย้งนี้ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ขู่ว่าจะใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากยุโรป แลกกับข้อเสนอครอบครองเกาะกรีนแลนด์
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ฯ หลายสำนักเริ่มส่งสัญญาณตรงกันว่า ตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทย อาจกำลังพลิกบทบาทกลายเป็น "หลุมหลบภัย" แห่งใหม่ เม็ดเงินลงทุนมีแนวโน้มจะไหลออกจากโซนขัดแย้ง มุ่งหน้าสู่ตลาดที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า และนี่จึงอาจเป็นจังหวะสำคัญที่ "วิกฤติของโลก" จะกลายเป็น "โอกาสทอง" ของการลงทุน
ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกแดงเถือกในวันนี้ มาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป ที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยข้อเรียกร้องของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ คือต้องการซื้อเกาะ “กรีนแลนด์” หากไม่ได้รับการตอบสนอง ก็จะใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือบีบบังคับ
โดยสหรัฐฯ ขู่เก็บภาษีนำเข้า 10% กับสินค้าจาก 8 ประเทศในยุโรป (เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์) เริ่ม 1 ก.พ. 2569 และขู่ขึ้นภาษีเป็น 25% ในเดือน มิ.ย. หากดีลซื้อกรีนแลนด์ไม่คืบหน้า
ฝั่งสหภาพยุโรป (EU) ก็เตรียมพิจารณามาตรการตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 9.3 หมื่นล้านยูโร และอาจใช้เครื่องมือป้องกันการบีบบังคับทางเศรษฐกิจด้วย
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ฯ ต่างมองว่าสถานการณ์นี้ อาจดันให้ “เงินเฟ้อสหรัฐฯ” ลดลงยากขึ้น เนื่องจากนำเข้าสินค้า EU สูงถึง 20.2% และกดดันให้ Bond Yield 10 ปี ของสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดในรอบ 4 เดือน
จากข้อมูลกระดานเทรดล่าสุด ณ เวลา 09:34 น. ตลาดหุ้นหลักในเอเชียและยุโรปปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนความกังวลของนักลงทุน เช่น
แม้ปัจจัยภายนอกจะดูน่ากลัว แต่นักวิเคราะห์มองว่าตลาดหุ้นไทย มีโอกาส Outperform หรือได้รับผลกระทบน้อยกว่าตลาดพัฒนาแล้ว
ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากวิกฤตการค้านี้ หากสหรัฐฯ และยุโรปขัดแย้งกันรุนแรง โดยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากปรากฏการณ์ "การเบี่ยงเบนทางการค้า" ใน 2 ส่วนหลัก
1.การส่งออก ไทยสามารถส่งออกสินค้าเข้าไปทดแทนสินค้าที่สหรัฐฯ และ EU เลิกซื้อขายกันเองได้ โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และอาหารแปรรูป
2.การลงทุน ไทยมีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) ในฐานะฐานการผลิตที่เป็นกลางและต้นทุนต่ำกว่า
ข้อมูลการค้าระบุว่า ตลาดสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปรวมกันมีสัดส่วนถึง 20.5% ของการค้าไทย (มูลค่ากว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์) ซึ่งมากกว่าจีนที่เป็นคู่ค้าอันดับ 1 เสียอีก
ดังนั้น แนะนำหุ้นเด่นรับกระแสโลกและงบไตรมาส 4/68 จากปัจจัยภายนอกที่ผันผวน เม็ดเงินมีโอกาสโยกเข้ามายังตลาดเอเชียรวมถึงไทยที่มีความไม่แน่นอนน้อยกว่า
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำหุ้นในกลุ่มที่ได้ประโยชน์ดังนี้
โดยคาดการณ์ว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนงวดไตรมาส 4/68 จะเติบโตจากฐานต่ำถึง 99% จากปีก่อน ช่วยหนุนกระแสเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติให้ไหลเข้าต่อเนื่อง
ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ประเมินว่าประเด็นความขัดแย้งนี้ เป็นลบต่อตลาดโลกเช้านี้ และเป็นที่สนใจของนักลงทุน ว่าสหรัฐฯ จะจบเรื่องกรีนแลนด์ได้ในแบบใด ถ้าไม่มีการใช้กำลังทางทหาร หรือจบด้วยดี ตลาดจะคลายความกังวลลง เหมือนกรณีของอิหร่านที่ดีขึ้นแล้ว
และแม้จะกังวลในเรื่องของปัญหาเกาะกรีนแลนด์ แต่ดัชนีตลาดหุ้นไทนยังมีโอกาสกลับขึ้นทดสอบจุดวัดใจอีกครั้งที่ 1281 จุด จากการที่แรงซื้อหุ้นไม่ได้กระจุกตัวเพียงหุ้น DELTA หรือหุ้นธนาคาร แต่มาด้วยหุ้นกลุ่มอื่นๆ โอกาสขึ้นแรงจึงมีมากกว่าครั้งก่อนๆ
สัปดาห์นี้จึงยังให้ความสนใจทั้งหุ้นที่เป็น laggard play และหุ้นที่แรงขับเคลื่อนจากกำไรที่จะออกมาดี ได้แก่
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้