
สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเวทีสำคัญเชิญตัวแทนจาก 8 พรรคการเมืองมาร่วมประชันวิสัยทัศน์ เพื่อแสดงแนวนโยบายเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย
นับถอยหลังอีกเพียง 3 สัปดาห์ก่อนจะถึงวันเข้าคูหาเลือกตั้ง ท่ามกลางคำถามสำคัญของนักลงทุนว่าใครจะเป็นผู้เข้ามานำพาประเทศ โดยเฉพาะมิติของเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยให้รอดพ้นจากวิกฤติ
สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเวทีสำคัญเชิญตัวแทนจาก 8 พรรคการเมืองมาร่วมประชันวิสัยทัศน์ เพื่อแสดงแนวนโยบาย ภายใต้บริบทความผันผวนทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
จากสถานการณ์ปัจจุบันเต็มไปด้วยความกังวล ทั้งปัญหาสภาพคล่องที่ลดลง ดัชนีราคาที่ปรับตัวลง รวมถึงสถิติหุ้น IPO ที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นถึง "ด้านมืด" และความเปราะบางของตลาดทุน ประกอบกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำและมีความเสี่ยงที่จะไม่เติบโตได้ดังเดิมในระยะยาว
นิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม เสนอแนวทางการทำงานโดยมองว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในขั้นวิกฤต จึงต้องใช้ 4 หลักนโยบาย ได้แก่
1. การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและผู้มีรายได้น้อยผ่านการใช้นวัตกรรมและ AI โดยมีแหล่งเงินทุนให้เอสเอ็มอี
2. การหาตลาดใหม่ให้กับสินค้าไทยที่มีคุณภาพ โดยใช้สถานทูตเป็นตัวเชื่อมต่อสู่ตลาดโลก
3. ปรับรูปแบบจากมหภาคสู่จุลภาค โรดโชว์ดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุน
4. สานต่อนโยบาย EEC อย่างโปร่งใสเพื่อความต่อเนื่อง และช่วยเหลือผู้ส่งออกด้วยการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบาย "ธนู 4 ดอก" โดยเน้นเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งต้องสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ 2 เรื่อง คือ
1. ยุทธศาสตร์การลงทุนระดับชาติ (Thailand Investment Strategy) เพื่อแก้ปัญหาการทำงาน “ต่างคนต่างทำ” ของหน่วยงานรัฐ เช่น BOI และ EEC ให้มีความร่วมมือกันมากขึ้น
2. ดึงตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้าไปร่วมทีมส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่วันแรก เพื่อให้นักลงทุนทราบนโยบายและสิทธิประโยชน์ชัดเจน พร้อมจัดตั้ง Head of Country FDI เพื่อประสานงานกระทรวงต่าง ๆ สร้างความชัดเจนแก่นักลงทุน
สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย เน้นย้ำเรื่องนวัตกรรม โดยเสนอโมเดลใช้พื้นที่ต่างจังหวัดเป็น Sandbox เพื่อระดมทุนจากต่างประเทศ (FDI) และนำเทคโนโลยีกลับเข้าประเทศ
พร้อมผลักดันการลงทุนท้องถิ่นและเมกะโปรเจกต์จังหวัด ซึ่งจะเกิดการลงทุนขนาดใหญ่มากขึ้น คาดสามารถสร้างเม็ดเงินจังหวัดละ 2 หมื่นล้านบาท และสามารถนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และจะสร้างมาร์เก็ตแคปให้ตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นอีก 18-21 ล้านล้านบาท ในอีก 4 ปีข้าง
นอกจากนี้ ยังเสนอตั้งกองทุนแก้หนี้สาธารณะและ SME โดยใช้ Matching Fund จากเงินฝาก ให้ผลตอบแทน 4% เพื่อแก้ปัญหาหนี้โดยไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่มด้วย
ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาชน ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยติดกับดักรายได้ปานกลางและเสื่อมถอยเชิงโครงสร้าง จำเป็นต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นการทลายการผูกขาดเพื่อให้โอกาสธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง ให้เติบโต
ทั้งนี้ มีแนวคิดสร้างเศรษฐกิจแบบ New Economy โดยจะนำ “ปัญหาของประเทศ” มาสร้างโอกาสทางธุรกิจ เช่น ธุรกิจเซนเซอร์แก้ปัญหาน้ำท่วม เพื่อให้ SME เข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน
โดยรัฐบาลจะใช้นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ใช้งบของรัฐในการซื้อ และมีการกำหนดมาตรฐานให้ภาคเอกชนดำเนินการ รวมถึงจะใช้นโยบายต่างประเทศในการดึงดูดเทคโนโลยีและบุคลากรจากเอเชียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ให้มาทำงานที่ประเทศไทยมากขึ้น รวมถึงสร้างระบบนิติรัฐที่เข้มแข็ง ทำให้เกิดความเชื่อมั่น
กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ตลาดหุ้นจะโตไม่ได้หากเศรษฐกิจไม่ดี จึงเสนอ 3 แนวทาง ได้แก่
1. ปฏิรูประบบราชการ โดยออกกฎหมาย "Super Act" เพื่อแก้ไขกฎหมายที่ล้าหลังและนำระบบราชการเข้าสู่ดิจิทัล ให้สามารถเข้าถึงได้สะดวกและโปร่งใส
2. ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ให้คุ้มค่า เช่น เปิด Open API ข้อมูลรัฐหรือโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไปแล้วให้ภาคเอกชนเข้าถึงได้ รวมถึงเพิ่มอำนาจต่อรองเกษตรกร ผ่านสหกรณ์
3. ส่งเสริมเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยมีแนวคิดลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้ต่ำกว่า 10% ของ GDP รวมถึงเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้สามารถแข่งขันในระดับประเทศได้ พร้อมย้ำจุดยืนเรื่องการเมืองสุจริตต้องไม่มีทุนสีเทาเกี่ยวข้อง
ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย ระบุว่านโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยจะครอบคลุมตั้งแต่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไปจนถึงการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาหนี้สิน เช่น การแก้หนี้ประชาชนผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) การปรับโครงสร้างหนี้ผู้สูงอายุให้ผ่อนชำระน้อยลง การพักหนี้เกษตรกร มาตรการช่วยเหลือผู้ที่มีวินัยในการชำระหนี้ และการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ โดยให้ภาครัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปปิดหนี้นอกระบบ
ในด้านสวัสดิการ เสนอเงินอุดหนุนเด็กแรกควบคู่กับนโยบาย “คนไทยไร้จน” ที่รัฐจะเข้าไปดูแลประชาชนให้พ้นเส้นความยากจน โดยเติมเงินตามช่องว่างรายได้จริง รวมโครงการ “หวยเกษียณ” ซึ่งใช้แรงจูงใจจากการเสี่ยงโชคเพื่อส่งเสริมการออมในระยะยาว
ภาคเกษตรจะมีนโยบายประกันกำไรขั้นต่ำ 30% บนฐานข้อมูลต้นทุนที่ชัดเจน ขณะที่ภาคธุรกิจจะสนับสนุน SME จากการเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างรวมถึงเปิดโอกาสให้เข้าร่วมประมูลงานภาครัฐมากขึ้น
นอกจากนี้เตรียมสานต่อนโยบาย 20 บาทตลอดสาย โครงการบ้านเพื่อคนไทย ผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด และยกระดับการศึกษาโดยให้ประชาชนมีคูปองการศึกษา เลือกเรียนทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุให้ความสำคัญกับทั้งภาพใหญ่ของประเทศและการดูแลประชาชนรายย่อย โดยตั้งเป้าเร่งด่วนให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวอย่างน้อย 3% พร้อมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ 10 ข้อที่ครอบคลุมทุกมิติ
หัวใจสำคัญอยู่ที่การเพิ่มการลงทุนของประเทศเป็นอย่างน้อย 30% ของงบประมาณรายปี ผ่านการดึงดูดการลงทุนใหม่ ทั้งจากต่างประเทศ (FDI) และอุตสาหกรรมอนาคต เพื่อยกระดับประเทศไปสู่กลุ่มรายได้สูง โดยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
พร้อมผลักดันการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership) ให้มากขึ้น รวมถึงการใช้ Matching Fund ระหว่างรัฐบาลกลางและท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นการลงทุนในระดับพื้นที่ พร้อมสนับสนุนให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้าถึง AI ได้โดยไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้ เสนอการทำ “กิโยตินกฎหมาย” เพื่อลดขั้นตอนและเร่งกระบวนการออกกฎหมายที่ล่าช้า รวมถึงเดินหน้านโยบาย TISA เพื่อส่งเสริมการออมของภาคประชาชนในระยะยาว
ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา “ย่ำอยู่กับที่” เนื่องจากขาดนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยสาเหตุสำคัญอยู่ที่โครงสร้างที่เปิดทางให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้ยาก จนทำให้การลงทุนด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ไหลออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนาม
โดยชี้ว่า อุตสาหกรรมเทคโนโลยีนวัตกรรมจำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานสะอาด แต่ประเทศไทยกลับมีข้อจำกัดในการเข้าถึง ส่งผลให้การพัฒนาไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มที่ แนวทางแก้ไขคือต้องการ “ชน” กับทุนพลังงานขนาดใหญ่ของไทย เพื่อทลายข้อจำกัดนั้น
ดร.อรรถวิชช์ ยังกล่าวถึงนโยบายด้านค่าไฟฟ้าว่า การลดค่าไฟฟ้าลงร้อยละ 16 เคยเกิดขึ้นแล้วภายใต้การกำกับของกระทรวงพลังงาน แม้จะต้องเผชิญแรงต้านทางการเมือง แต่ยืนยันว่าหัวใจของการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจไทยในระยะยาวต้องอาศัยความเด็ดขาด
กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ ชี้ว่าหัวใจของนโยบายตลาดทุนคือ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น คุณภาพของสินค้าในตลาด และกติกาที่เป็นธรรม โดยความเชื่อมั่นเป็นปัญหาใหญ่จากกรณีทุจริต การโกงบัญชี และการใช้ตลาดหุ้นเป็นช่องทางฟอกเงิน ซึ่งโบรกเกอร์ในฐานะด่านแรกไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้
พร้อมแสดงความผิดหวังต่อบทบาทของ ก.ล.ต. และชี้ว่าฝ่ายบริหารต้องเอาจริงกับการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงจัดการกรณีกรรมการตลาดหลักทรัพย์หรือผู้บริหารหน่วยงานกำกับที่มีข้อกล่าวหาอย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้ แนะให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องมีการทบทวนมาตรการภาษี กติกา HFT และการยืมหุ้นให้เป็นธรรม เพื่อเปิดทางให้ตลาดทุนฟื้นตัว
ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย มองว่าตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและต้องเดินคู่กับเศรษฐกิจจริง โดยนโยบายสำคัญคือการพัฒนา Digital SEC หรือ ก.ล.ต. ดิจิทัล แยกการกำกับสินทรัพย์ดิจิทัลออกมาให้ชัดเจน พร้อมผลักดัน Thai ESG และ Thai ESGX เพิ่มสภาพคล่อง
ขณะเดียวกัน เตรียมเดินหน้า G-Token หรือพันธบัตรรัฐบาลดิจิทัล, โครงการ TouristDigiPay เปิดรับเงินคริปโตฯ จากนักท่องเที่ยว รวมถึง พ.ร.บ. Financial Hub และการทำ Tokenization สินทรัพย์จริง
นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าลดระยะเวลาการนำบริษัทเข้า IPO เหลือไม่เกิน 1 ปี เปิดทาง SME เข้าสู่ตลาดทุน และใช้ “หวยเกษียณ” เป็นแหล่งเงินออม คาดมีเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทุนปีละราว 13,000 ล้านบาท
อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผ่านการสื่อสารนโยบายรัฐที่ชัดเจน สร้างความมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง พร้อมส่งสัญญาณวินัยการคลังอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ เน้นย้ำถึงการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด และให้กรรมการอิสระ/กรรมการตรวจสอบ ของบริษัทจดทะเบียนทำงานอย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ดี มีแนวคิดเดินหน้าโครงการ TISA บัญชีออมหุ้นส่วนบุคคล เพื่อส่งเสริมการออมของภาคประชาชน พร้อมพิจารณามาตรการภาษีสำหรับการลงทุนหุ้นระยะยาว เพื่อดึงเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยด้วย
ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติ สะท้อนปัญหาปัจจุบันตลาดทุนไม่สะท้อนมูลค่าบริษัท เพราะประเทศขาดนวัตกรรมและพลังงานสะอาด ทำให้นักลงทุนไม่เห็นอนาคตการเติบโต พร้อมเสนอนำกองทุน LTF ให้กลับมา เพื่อกระตุ้นตลาด และช่วยลดหย่อนภาษีและดึงเงินจากกลุ่มผู้มีรายได้สูง อาจเห็นดัชนีหุ้นไทยไปถึง 2,000 จุด ได้
นอกจากนี้ ได้เสนอเปลี่ยนระบบเครดิตบูโรใหม่เป็นการตัดเกรดคะแนน หรือ "Credit Scoring" ทำให้ผู้ที่มีคะแนนดีสามารถกู้ได้ดอกเบี้ยต่ำ ผู้ที่คะแนนต่ำได้ดอกเบี้ยสูง แทนการติดแบล็กลิสต์ เพื่อให้เกิดการแข่งขันในระบบธนาคาร และแก้ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนให้คนกลับมากู้เงินได้
นิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม มองว่าตลาดทุนต้องสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาล ปัจจุบันรายย่อยหันไปลงทุนทางเลือกอื่น เพราะมองตลาดหุ้นเป็นเพียงพื้นที่เก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น
แม้ตลาดมีบริษัทจำนวนมาก แต่หลายแห่งกำไรดีแต่ราคาหุ้นไม่ขึ้น เนื่องจากขาดความโปร่งใส เสนอให้ ก.ล.ต. จัดเรตติ้งบริษัท พร้อมใช้ AI Monitoring ร่วมกับการแก้ปัญหาระบบเทรดแบบ HFT ที่มีการเอาเปรียบนักลงทุนรายย่อยด้วย
ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ เสนอ 3 เรื่องหลักคือ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น เพิ่มสภาพคล่อง และสร้างโปรดักส์ใหม่ หลังมูลค่าซื้อขายลดลงเหลือวันละ 3–4 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ภาครัฐต้องนำการปราบปรามทุจริตร่วมกับ ตลท. ก.ล.ต. และ ปปง. ใช้ AI ตรวจจับความผิดปกติ และตั้ง “ศาลตลาดทุน” ให้พิจารณาคดีต่างๆ ได้เร็วยิ่งขึ้นและจบได้ภายใน 2 ปี
ด้านการแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง เสนอให้ผลักดันด้านสิทธิประโยชน์ภาษี เช่น กองทุน LTF และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ SME ใช้ตลาดทุนสร้างการเติบโต
สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย ชี้ว่าปัญหาความเชื่อมั่นสะสมจากการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ชัดเจน รวมถึงกรณีฟอร์ซเซลและการชอร์ตหุ้น เสนอให้อำนาจหน่วยงานกำกับสามารถสอบสวนและดำเนินคดีได้เอง
พร้อมเสนอการตั้งกองทุนป้องกันฟอร์ซเซล และเพิ่ม Market Maker ที่ถูกกฎหมาย เหมือนตลาดหุ้นสากล และขยายกระดานดิจิทัลแอซเซท โดยเริ่มจากการโทเคนไนซ์สินค้าโภคภัณฑ์ที่ควบคุมราคาไม่ได้
ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาชน กล่าวว่า ตลาดทุนไทยกำลังถูกด้อยค่าและต้องการการ “เทิร์นอะราวด์” อย่างจริงจัง โดยรัฐบาลพรรคประชาชนจะเป็นผู้ขับเคลื่อนการฟื้นฟูตลาดหุ้น
สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยไซด์เวย์มานาน เนื่องจากขาดบริษัทขนาดเล็กและกลางที่มีศักยภาพเข้ามาจดทะเบียน รัฐจึงต้องกำหนดทิศทางผ่านนโยบาย เช่น เมกะโปรเจกต์ที่เปลี่ยนปัญหาสังคมเป็นอุตสาหกรรมใหม่ และผลักดัน SME เข้าสู่ซัพพลายเชนและตลาดทุน เพื่อสร้างมาร์เก็ตแคปใหม่
ด้านการออมเสนอใช้ Individual Account แทน LTF เพื่อให้ประชาชนลงทุนหุ้นโดยตรงและได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากขึ้น ขณะที่ปัญหาสภาพคล่องนั้น ต้องทบทวนกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค
อย่งางไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของตลาดทุนไทยอยู่ที่ ธรรมาภิบาลและความเป็นอิสระของหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะสำนักงาน ก.ล.ต. ตั้งแต่กระบวนการแต่งตั้งประธานและเลขาธิการ ก.ล.ต. ซึ่งไม่ควรอยู่ภายใต้การแทรกแซงทางการเมือง
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้