
ท่ามกลางสัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ภาพการลงทุนเริ่มชัดเจนขึ้นว่ากระแสเงินทุนกำลังมองหา “ตลาดที่โตจริง” ท่ามกลางดอกเบี้ยขาลงและเมกะเทรนด์อย่าง AI ที่เร่งเครื่องต่อเนื่อง
ธนาคารทิสโก้ ประเมินว่า นี่คือจังหวะสำคัญของการจัดพอร์ตเชิงรุก โดยชี้เป้า 3 ตลาดหุ้นดาวรุ่ง ได้แก่ สหรัฐฯ อินเดีย และเวียดนาม ซึ่งมีศักยภาพเติบโตจากปัจจัยภายในประเทศอย่างแข็งแกร่ง
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากการฟื้นตัวที่เปราะบางและปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้มุมมองการลงทุนยังคง “เหนื่อย” แนะให้นักลงทุนโฟกัสเฉพาะหุ้นปันผล พร้อมหันไปเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในตลาดต่างประเทศที่กำลังมาแรง
ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ เปิดเผยว่า ปี 2569 ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวก โดย Bloomberg Consensus ประเมินว่าจะเติบโตใกล้ระดับ 3%
โดยในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตัวนำสำคัญ คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตราว 1.8% ขณะที่ฝั่งเอเชีย ประเทศที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นคืออินเดีย และเวียดนาม
นอกจากแรงหนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลกแล้ว ปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการลงทุนในปีนี้คือทิศทางอัตราดอกเบี้ย ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำและมีแนวโน้มเป็นขาลง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว สหรัฐฯ คาดว่าจะปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกราว 2 ครั้ง จากระดับประมาณ 3.5% ลงมาอยู่ที่ราว 3.0-3.25% ขณะที่ยุโรปมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ หลังจากปรับลดลงมาอยู่ใกล้ระดับ 2% แล้ว
ด้านญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่มีทิศทางนโยบายการเงินแตกต่างออกไป โดยในปีนี้ยังมีโอกาสเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง ไปอยู่ที่ระดับประมาณ 1% ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงินโลก
ขณะที่เงินเฟ้อในประเทศพัฒนาแล้วลดลงสู่กรอบ 2-3% ซึ่งเอื้อให้ธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ เดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนรอบใหม่ภายใต้กระแสเมกะเทรนด์อย่าง AI และสังคมผู้สูงอายุ
ส่วนประเทศไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ และยังถือว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจ “เหนื่อย” เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค
ในขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกมีโอกาสขยายตัวได้ดี แต่ของไทยอาจจะต่ำกว่าประเทศอื่นๆ พอสมควร โดยคาดการณ์การเติบโตของกำไรอยู่ที่ประมาณ 2% เท่านั้น
อย่างไรก็ดี มีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในปีนี้ โดยคาดว่าจะมีการประชุมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และอาจปรับลดเพิ่มอีก 1 ครั้ง ละหากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในประเทศมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น กนง. มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยได้อีก 0.5%
ทิสโก้ Wealth Advisory ได้กำหนดกลยุทธ์การลงทุนปี 2026 ผ่าน 3 ธีมหลักที่ทำงานสอดประสานกัน ดังนี้
ธีมที่ 1 ประเทศที่โตได้ด้วยศักยภาพภายใน (Independence) - เน้นมองหาโอกาสในประเทศที่เศรษฐกิจแข็งแกร่งจากการบริโภคและการลงทุนในประเทศ ได้แก่
ธีมที่ 2 ลงทุนเกาะกระแส AI (Intelligence) - เน้นลงทุนในอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและโครงสร้างประชากร ได้แก่
ธีมที่ 3 เกราะป้องกันพอร์ต (Instability Armor) - เพื่อรับมือความเสี่ยงนโยบายการเงินที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ รวมถึงความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น
สำหรับมุมมองต่อการลงทุนในประเทศไทย ณัฐกฤติ แนะนำให้ “ลดน้ำหนัก” การลงทุนในตราสารหนี้ไทยระยะยาว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวแบบเปราะบางและมีปัญหาเชิงโครงสร้าง
ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านอันดับความน่าเชื่อถือ โดยประเมินว่าผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปีในปัจจุบันที่ 1.6-1.7% นั้นต่ำกว่าระดับที่เหมาะสม (2-2.5%) จึงมีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับตัวลง แนะโยกเงินไปลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า
นอกจากนี้ ยังประเมินว่าปี 2569 ตลาดหุ้นไทยจะทรงตัว โดยคาดว่าดัชนีจะทำระดับสูงสุดที่ 1,388 จุด ที่ P/E ระดับ 16 เท่า โดยประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ราว 82 บาทต่อหุ้น
ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ ประเมินว่าปีนี้ถือเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้น โดยแนะให้นักลงทุนกระจายน้ำหนักการลงทุนออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีปัจจัยพื้นฐานแกร่งและธีมลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนคาดหวังในระดับที่มากกว่า 10% ผ่านการถือครองสินทรัพย์ทางเลือกที่เป็นเกราะป้องกันความผันผวน โดยมีคำแนะนำ ดังนี้
สำหรับผู้ที่ยังต้องการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แนะนำให้จำกัดสัดส่วนไว้เพียง 10-15% โดยเน้นคัดเลือกเฉพาะ "หุ้นปันผล" (Dividend Stock) เพื่อรับกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ ราว 4% ต่อปี
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้