
หากเปรียบพอร์ตการลงทุนเสมือนการจัดทีมฟุตบอลลงสนาม พอร์ตที่แข็งแกร่งไม่ได้ต้องการเพียงแค่ "กองหน้า" อย่างหุ้นที่คอยล่าผลตอบแทนสูงเพียงอย่างเดียว แต่ยังขาดไม่ได้ซึ่ง "กองกลาง" คนสำคัญอย่าง "ตราสารหนี้" ที่จะเข้ามาช่วยคุมเกม สร้างสมดุล และลดความผันผวนเมื่อต้องเจอกับความเสี่ยง
ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ฉายภาพกลยุทธ์สำคัญสำหรับปี 2569 โดยเน้นย้ำให้ผู้ลงทุนถอยห่างจากการเก็งกำไร แล้วหันกลับมา "ลงทุนด้วยความเข้าใจ" เพื่อจัดสรรเงินให้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
ท่ามกลางทิศทางดอกเบี้ยที่เริ่มทรงตัวและ Bond Yield ที่มีแนวโน้มขยับลง การคาดหวังผลตอบแทนที่สูงลิ่วเหมือนช่วง 2 ปีก่อนอาจไม่ใช่คำตอบของปีนี้ แต่หัวใจสำคัญกลับอยู่ที่การเลือกถือตราสารหนี้คุณภาพดี เพื่อสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงจากราคาตลาดรองที่ผันผวน
ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า การลงทุนในตราสารหนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดพอร์ตการลงทุน เพราะการมีสินทรัพย์ที่เหมาะสมทั้งหุ้นและตราสารหนี้จะช่วยให้ภาพรวมของผลตอบแทนดีขึ้น และช่วยควบคุมไม่ให้ความเสี่ยงรวมของพอร์ตมีมากจนเกินไป
พร้อมเน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของการลงทุนในปี 2569 คือ "การลงทุนด้วยความเข้าใจ" และการจัดทัพลงทุนโดยมุ่งเน้นตามวัตถุประสงค์ โดยนักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการเก็งกำไร แต่ต้องกลับมาทำความเข้าใจความต้องการของตัวเอง ทั้งในด้านวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน และความสามารถในการรับความเสี่ยงที่แท้จริง
ดร.สมจินต์ ยังให้มุมมองว่าการจัดพอร์ตลงทุนนั้นเปรียบเสมือนกับทีมฟุตบอล โดยแต่ละส่วนของพอร์ต จะต้องมีทั้ง “กองหน้า” ที่หวังผลตอบแทนสูงในระยะยาว และยอมรับการขาดทุนได้ “กองกลาง” ที่สามารถสนับสนุนได้ทั้งการหาผลตอบแทนและลดความเสี่ยง และ “กองหลัง” ที่เน้นสภาพคล่องสูงและมีความเสี่ยงต่ำ
ซึ่งตราสารหนี้เปรียบเสมือนกองกลาง ถือเป็นเครื่องมือหลักสำหรับเงินลงทุนที่ไม่ได้รีบร้อนนำมาใช้ และอาจไม่สามารถรับความเสี่ยงจากการขาดทุนหนักๆ แบบการลงทุนในตลาดหุ้นได้
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 นี้ มองว่าผลตอบแทนจากการลงทุนตราสารหนี้ที่คาดหวังอาจไม่สูงเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยที่เคยลดลงอย่างรวดเร็วนั้นเริ่มทรงตัว
นอกจากนี้ ดร.สมจินต์ ยังย้ำอีกว่า หากนักลงทุนเข้าใจกลไกของตลาดตราสารหนี้อย่างดีพอ จะพบว่าความผันผวนของราคาจะไม่ใช่ปัญหา หากเราเลือกถือตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดีและมีกลยุทธ์ที่ดี
เพราะแม้ดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้นจนส่งผลให้ราคาลดลง แต่หากเราตั้งใจถือจนครบกำหนดและผู้ออกตราสารไม่มีปัญหาในการชำระหนี้ เราก็จะไม่เกิดผลขาดทุนจริง เนื่องจากไม่ต้องนำไปขายในตลาดรอง
ขณะที่ผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25% ราว 1 ครั้งในช่วงไตรมาสที่ 2 ลงมาอยู่ที่ 1.00% จากปัจจุบันที่ระดับ 1.25%
ส่วน Bond yield ไทย ผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่า ปี 2569 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะขยับตัวต่ำลงเฉลี่ยราว 5-10 bps. จากสิ้นปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากแผนการระดมทุนของรัฐบาล การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย และกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ
ดร.สมจินต์ ชี้ให้เห็นว่า ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทยตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องโดยมีมูลค่าคงค้างรวมอยู่ที่ 17.91 ล้านล้านบาท ซึ่งขยายตัวขึ้น 4.67% จากปีก่อนหน้า หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 96% ของ GDP ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนมาจากการระดมทุนที่เพิ่มขึ้นของภาครัฐเป็นหลัก
ขณะที่ภาคเอกชนกลับมีทิศทางการออกตราสารหนี้ชะลอตัวลง โดยมียอดการออกหุ้นกู้ระยะยาวลดลง 3.51% เหลือ 8.81 แสนล้านบาท สะท้อนถึงความระมัดระวังจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทั้งปัจจัยภายนอกและปัญหาหนี้ครัวเรือนภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม พบว่ามูลค่าการเสนอขายหุ้นกู้ระยะยาวต่อประชาชนทั่วไป (PO) ในจำนวนที่เพิ่มขึ้น
ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการระดมทุนผ่านหุ้นกู้สูงสุดยังคงเป็นกลุ่มพลังงาน กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ตามลำดับ
ปัจจุบันโครงสร้างมูลค่าคงค้างในตลาดตราสารหนี้ แบ่งตามผู้ออกตราสารหนี้ ดังนี้
ในด้านผลตอบแทนและการเคลื่อนไหวของเม็ดเงินลงทุน พบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้นที่ปรับลดลงแรงกว่าระยะยาวสอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ที่ 1.25%
ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลแต่ละรุ่นอายุ ณ สิ้นปี 2568 มีดังนี้
นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังคงให้ความสนใจตราสารหนี้ไทย โดยมียอดซื้อสุทธิรวมกว่า 72,396 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดการถือครองของต่างชาติขยับขึ้นมาอยู่ที่ 9.18 แสนล้านบาท
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองคือการเติบโตของตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน (ESG Bond) ที่มูลค่าการออกใหม่พุ่งสูงขึ้นถึง 18.18% แตะระดับ 2.08 แสนล้านบาท โดยมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสู่การออก Sustainability-linked Bond (SLB) มากขึ้น ทั้งจากฝั่งรัฐบาลและเอกชนด้วย
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้