รับมือโลกการเงินปี 69 ที่ผันผวนแรง ต้องมีตราสารหนี้เป็นเหมือน “กองกลาง” คุมเกม

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

รับมือโลกการเงินปี 69 ที่ผันผวนแรง ต้องมีตราสารหนี้เป็นเหมือน “กองกลาง” คุมเกม

Date Time: 7 ม.ค. 2569 15:46 น.

Video

เมื่อเด็ก ป.6 (11 ขวบ) สร้างรายได้ "หลักแสน" แซงหน้าคนทำงาน! l Money Secret EP.12

Summary

ThaiBMA เปิดกลยุทธ์ปี 69 ชูตราสารหนี้เป็น “กองกลาง” คุมเกมจัดทัพลงทุน แนะเลิกเก็งกำไร หัน “ลงทุนด้วยความเข้าใจ” สร้างเกราะป้องกันความผันผวน

Latest


หากเปรียบพอร์ตการลงทุนเสมือนการจัดทีมฟุตบอลลงสนาม พอร์ตที่แข็งแกร่งไม่ได้ต้องการเพียงแค่ "กองหน้า" อย่างหุ้นที่คอยล่าผลตอบแทนสูงเพียงอย่างเดียว แต่ยังขาดไม่ได้ซึ่ง "กองกลาง" คนสำคัญอย่าง "ตราสารหนี้" ที่จะเข้ามาช่วยคุมเกม สร้างสมดุล และลดความผันผวนเมื่อต้องเจอกับความเสี่ยง

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)  ฉายภาพกลยุทธ์สำคัญสำหรับปี 2569 โดยเน้นย้ำให้ผู้ลงทุนถอยห่างจากการเก็งกำไร แล้วหันกลับมา "ลงทุนด้วยความเข้าใจ" เพื่อจัดสรรเงินให้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

ท่ามกลางทิศทางดอกเบี้ยที่เริ่มทรงตัวและ Bond Yield ที่มีแนวโน้มขยับลง การคาดหวังผลตอบแทนที่สูงลิ่วเหมือนช่วง 2 ปีก่อนอาจไม่ใช่คำตอบของปีนี้ แต่หัวใจสำคัญกลับอยู่ที่การเลือกถือตราสารหนี้คุณภาพดี เพื่อสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงจากราคาตลาดรองที่ผันผวน


“ตราสารหนี้” คือ “กองกลาง” ที่พอร์ตการลงทุนปี 2569 ควรมี

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า การลงทุนในตราสารหนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดพอร์ตการลงทุน เพราะการมีสินทรัพย์ที่เหมาะสมทั้งหุ้นและตราสารหนี้จะช่วยให้ภาพรวมของผลตอบแทนดีขึ้น และช่วยควบคุมไม่ให้ความเสี่ยงรวมของพอร์ตมีมากจนเกินไป

พร้อมเน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของการลงทุนในปี 2569 คือ "การลงทุนด้วยความเข้าใจ" และการจัดทัพลงทุนโดยมุ่งเน้นตามวัตถุประสงค์ โดยนักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการเก็งกำไร แต่ต้องกลับมาทำความเข้าใจความต้องการของตัวเอง ทั้งในด้านวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน และความสามารถในการรับความเสี่ยงที่แท้จริง

ดร.สมจินต์ ยังให้มุมมองว่าการจัดพอร์ตลงทุนนั้นเปรียบเสมือนกับทีมฟุตบอล โดยแต่ละส่วนของพอร์ต จะต้องมีทั้ง “กองหน้า” ที่หวังผลตอบแทนสูงในระยะยาว และยอมรับการขาดทุนได้ “กองกลาง” ที่สามารถสนับสนุนได้ทั้งการหาผลตอบแทนและลดความเสี่ยง และ “กองหลัง” ที่เน้นสภาพคล่องสูงและมีความเสี่ยงต่ำ

ซึ่งตราสารหนี้เปรียบเสมือนกองกลาง ถือเป็นเครื่องมือหลักสำหรับเงินลงทุนที่ไม่ได้รีบร้อนนำมาใช้ และอาจไม่สามารถรับความเสี่ยงจากการขาดทุนหนักๆ แบบการลงทุนในตลาดหุ้นได้

อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 นี้ มองว่าผลตอบแทนจากการลงทุนตราสารหนี้ที่คาดหวังอาจไม่สูงเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยที่เคยลดลงอย่างรวดเร็วนั้นเริ่มทรงตัว

นอกจากนี้ ดร.สมจินต์ ยังย้ำอีกว่า หากนักลงทุนเข้าใจกลไกของตลาดตราสารหนี้อย่างดีพอ จะพบว่าความผันผวนของราคาจะไม่ใช่ปัญหา หากเราเลือกถือตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดีและมีกลยุทธ์ที่ดี

เพราะแม้ดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้นจนส่งผลให้ราคาลดลง แต่หากเราตั้งใจถือจนครบกำหนดและผู้ออกตราสารไม่มีปัญหาในการชำระหนี้ เราก็จะไม่เกิดผลขาดทุนจริง เนื่องจากไม่ต้องนำไปขายในตลาดรอง

ขณะที่ผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25% ราว 1 ครั้งในช่วงไตรมาสที่ 2 ลงมาอยู่ที่ 1.00% จากปัจจุบันที่ระดับ 1.25%

ส่วน Bond yield ไทย ผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่า ปี 2569 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะขยับตัวต่ำลงเฉลี่ยราว 5-10 bps. จากสิ้นปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากแผนการระดมทุนของรัฐบาล การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย และกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ


สรุปภาพรวมตลาดตราสารหนี้ปี 2568

ดร.สมจินต์ ชี้ให้เห็นว่า ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทยตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องโดยมีมูลค่าคงค้างรวมอยู่ที่ 17.91 ล้านล้านบาท ซึ่งขยายตัวขึ้น 4.67% จากปีก่อนหน้า หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 96% ของ GDP ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนมาจากการระดมทุนที่เพิ่มขึ้นของภาครัฐเป็นหลัก

ขณะที่ภาคเอกชนกลับมีทิศทางการออกตราสารหนี้ชะลอตัวลง โดยมียอดการออกหุ้นกู้ระยะยาวลดลง 3.51% เหลือ 8.81 แสนล้านบาท สะท้อนถึงความระมัดระวังจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทั้งปัจจัยภายนอกและปัญหาหนี้ครัวเรือนภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม พบว่ามูลค่าการเสนอขายหุ้นกู้ระยะยาวต่อประชาชนทั่วไป (PO) ในจำนวนที่เพิ่มขึ้น

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการระดมทุนผ่านหุ้นกู้สูงสุดยังคงเป็นกลุ่มพลังงาน กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ตามลำดับ

ปัจจุบันโครงสร้างมูลค่าคงค้างในตลาดตราสารหนี้ แบ่งตามผู้ออกตราสารหนี้ ดังนี้

  • พันธบัตรรัฐบาล 54%
  • พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย 14%
  • ตราสารหนี้ภาคเอกชน 25% 
  • พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE bond) 6% 
  • ตราสารหนี้ต่างชาติสกุลเงินบาท (Baht bond) 1% 

ในด้านผลตอบแทนและการเคลื่อนไหวของเม็ดเงินลงทุน พบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้นที่ปรับลดลงแรงกว่าระยะยาวสอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ที่ 1.25%

ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลแต่ละรุ่นอายุ ณ สิ้นปี 2568 มีดังนี้

  • อายุ 2 ปี 1.13%
  • อายุ 5 ปี  1.28%
  • อายุ 10 ปี 1.66% 

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังคงให้ความสนใจตราสารหนี้ไทย โดยมียอดซื้อสุทธิรวมกว่า 72,396 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดการถือครองของต่างชาติขยับขึ้นมาอยู่ที่ 9.18 แสนล้านบาท 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองคือการเติบโตของตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน (ESG Bond) ที่มูลค่าการออกใหม่พุ่งสูงขึ้นถึง 18.18% แตะระดับ 2.08 แสนล้านบาท โดยมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสู่การออก Sustainability-linked Bond (SLB) มากขึ้น ทั้งจากฝั่งรัฐบาลและเอกชนด้วย


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ