
IAA มองหุ้นไทยปี 69 ฟื้นตัว ลุ้นยืน 1,400 จุด รับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาลง เปิดแนวทางจัดพอร์ต “หุ้น-ทอง-กองทุน” ซื้ออะไรดี? ด้านนักวิเคราะห์ ชี้ หุ้นไทยปันผลเด่น ลุ้นฟันด์โฟลว์ไหลเข้า
ปี 2569 ดูเหมือนจะเป็นปีที่นักลงทุนเริ่มยิ้มออกกันได้บ้างแล้ว สัญญาณความหวังเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อบรรดาเซียนหุ้นและนักวิเคราะห์ต่างมองตรงกันว่า ตลาดหุ้นไทยปีนี้มีลุ้นฟื้นตัว
มุมมองจากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ก็คาดว่าดัชนีภายในปีนี้ จะกลับไปยืนเหนือ 1,400 จุด ได้อีกครั้ง จากปัจจัยบวกสำคัญคือทิศทางดอกเบี้ยโลกที่เป็นขาลง และความชัดเจนของการเมืองในประเทศที่เริ่มนิ่ง
ถือเป็นจังหวะดีที่เราจะกลับมาทบทวนแผนการลงทุนกันใหม่อีกรอบ แต่คำถามสำคัญที่คือ "แล้วปีนี้จะจัดพอร์ตยังไงดี" ในเมื่อมีสินทรัพย์ให้เลือกมากมาย ทั้งหุ้นไทย หุ้นนอก ทองคำ ควรลดเพิ่มตรงไหน Thairath Money สรุปมาให้แล้ว
สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวว่า บรรยากาศการลงทุนในปีนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่ามีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่มีโอกาสปรับลดลงทั้งในประเทศไทย และสหรัฐฯ ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ปัจจัยการเมืองต่างประเทศ และความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เป็นต้น
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปิดสิ้นไตรมาส 1/2569 ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่ 1,322 จุด เมื่อมองทั้งปีจะแกว่งตัวในกรอบ 1,187-1,427 จุด และปิดสิ้นปีที่ 1,389 จุด โดยมีแรงหนุนจากกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน ที่คาดว่าเติบโตขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 91.17 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่คาดว่าอยู่ที่ 86.13 บาทต่อหุ้น
ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่นักวิเคราะห์แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม ธนาคาร การท่องเที่ยว การแพทย์ และเทคโนโลยีสื่อสาร และแนะให้ลดน้ำหนักกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ปัจจุบันมีค่า P/E สูง
สำหรับการจัดสรรเม็ดเงินลงทุน นักวิเคราห์แนะนำให้กระจายความเสี่ยงและเฟ้นหาผลตอบแทนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย โดยแนะนำให้แบ่งสัดส่วน ดังนี้
นอกจากนี้ จากการรวบรวมข้อมูลรายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ADVANC, CPALL, GULF, KTB และ MTC ซึ่งแต่ละบริษัทมีจุดเด่นที่สอดคล้องกับธีมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
อีกมุมมองที่น่าสนใจ สมบัติ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงด้านผลตอบแทนการลงทุนว่า แม้ภาพรวมดัชนีหุ้นไทยในปีที่ผ่านมาจะปรับตัวลดลงค่อนข้างแรงจนสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน แต่หากเปลี่ยนมุมมองมาพิจารณาที่ “ผลตอบแทนรวม” ซึ่งนับรวมเงินปันผลเข้าไปด้วย (SET Total Return หรือ SETTRI) จะพบว่าตัวเลขผลตอบแทนติดลบราว 5% เท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “เงินปันผล” ถือเป็นเม็ดเงินก้อนใหญ่ที่มีนัยสำคัญ และทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันที่ช่วยพยุงผลตอบแทนในตลาดหุ้นไทยไว้ได้ท่ามกลางความผันผวน
ด้าน ณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงมุมมองต่อตลาดหุ้นไทย โดยระบุว่า จุดแข็งสำคัญของหุ้นไทยปีนี้คือปันผล ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับที่แข็งแกร่งให้กับดัชนี SET Index
ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนไทยมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่เนื่องจากบรรยากาศการลงทุนยังไม่เอื้ออำนวย บริษัทส่วนใหญ่จึงเลือกไม่ลงทุนเพิ่มและนำเงินมาจ่ายคืนผู้ถือหุ้นแทน ทำให้ Dividend Payout Ratio เฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยสูงถึงเกือบ 60%
เมื่อคำนวณจาก EPS หรือกำไรต่อหุ้นของตลาดที่ประมาณ 90 บาท จะคิดเป็น Dividend EPS ที่ 54 บาท ซึ่ง ณ ระดับดัชนีปัจจุบันจะให้ผลตอบแทนปันผล (Yield) ประมาณ 4.1% แต่หากดัชนีปรับตัวลงไปที่ 1,200 จุด Yield จะพุ่งขึ้นไปถึง 4.5% ดังนั้น จึงเชื่อมั่นว่าดัชนีที่ 1,200 จุด จะเป็นระดับที่ดัชนีจะไม่หลุดต่ำไปกว่านี้อย่างแน่นอน เพราะระดับปันผลที่ 4.5% จะจูงใจให้เกิดแรงซื้อในเชิงพื้นฐานทันที
และในจังหวะที่อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มปรับตัวลดลงต่ำกว่า 4% และมีแนวโน้มลงต่อเนื่อง นักลงทุนจะเริ่มมองหาแหล่งผลตอบแทนที่สูงขึ้น หรือ "Search for Yield" ดังนั้น หุ้นไทยจึงมีความน่าสนใจในแง่ของการให้ปันผลและการกระจายตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลายกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค
กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่จ่ายปันผลสูงและเป็นกลุ่มที่นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าและออกได้ง่าย มีสภาพคล่องสูง และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลระดับ 4-8% ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (SCB, KBANK, BBL และ KTB) กลุ่มพลังงาน (PTT) กลุ่มสื่อสาร (TRUE, ADVANC) เป็นต้น
โดยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ให้เน้นที่หุ้นปันผลสูงก่อน เมื่อสภาพคล่องในตลาดเริ่มดีขึ้นและเงินทุนไหลเข้าเริ่มนิ่ง นักลงทุนจึงค่อยขยับการลงทุนไปยัง หุ้นเติบโต และหุ้นขนาดกลาง-ขนาดเล็ก ตามลำดับ
ปัจจุบันสัดส่วนการถือครองหุ้นของต่างชาติอยู่ในระดับที่ต่ำเพียง และมีโอกาสที่เงินจะไหลกลับเข้ามาได้ อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพของปัจจัยการเมืองในประเทศยังเป็นกุญแจสำคัญ
โดยสถิติย้อนหลังพบว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตลาดมักจะตอบรับในเชิงบวก นักลงทุนต่างชาติที่รอจังหวะ “Event Play” จะกลับมามองตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง แต่หากเกิดความล่าช้าเหมือนครั้งที่ผ่านมา ตลาดหุ้นก็จะมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงได้เช่นกัน
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้