
ก.ล.ต. ให้ KTB ผู้ออก DR80 ชี้แจงเกี่ยวกับความเพียงพอของหลักทรัพย์อ้างอิง จุดกระแสกังวลนักลงทุนต่อความปลอดภัยพอร์ต ด้าน KTB แจงหุ้นอยู่ที่ HSBC ตรวจสอบได้ Thairath Money ชวนส่องแนวทางรับมือของผู้ลงทุนก่อนลงทุน DR
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการลงทุนเมื่อคืนที่ผ่านมา เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่พาดพิงถึงสถาบันการเงินใหญ่อย่าง "ธนาคารกรุงไทย" หรือ KTB ผู้ออกตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ DR80 ถึงความเพียงพอของหลักทรัพย์อ้างอิง
ทำเอานักลงทุนหลายคนตื่นตัว และตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของสินทรัพย์ในพอร์ต Thairath Money จะพาไปสรุปจบครบทุกประเด็น จากข่าวใหญ่สู่คำชี้แจง และสิ่งที่ผู้นักลงทุนอย่างเราสามารถทำได้
เมื่อคืนที่ผ่านมา สำนักงาน ก.ล.ต. ออกข่าวด่วนจากที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับความไม่เพียงพอของจํานวนหลักทรัพย์ต่างประเทศอ้างอิงที่รองรับใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์จากหลักทรัพย์อ้างอิงต่างประเทศ (Depositary Receipt: DR) ซึ่งธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) (KTB) เป็นผู้ออกและเสนอขายภายใต้การกํากับดูแลของสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
ล่าสุดทาง ก.ล.ต. สั่งให้ KTB ชี้แจง “จํานวน” หลักทรัพย์ต่างประเทศอ้างอิงที่ฝากไว้กับตัวแทนในการเก็บรักษาหลักทรัพย์ต่างประเทศ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 และต้องสื่อสารกับกลุ่มผู้ถือ DR นี้นอกจากนี้ทาง ก.ล.ต. ยังย้ำว่า การออกและเสนอขาย DR ต้องมีหลักทรัพย์ต่างประเทศอ้างอิง รองรับในจํานวนที่เพียงพอเพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของผู้ลงทุน และให้มั่นใจว่าโครงสร้างของ DR เป็นไปตามที่กฎหมายและหลักเกณฑ์กําหนด
ฝั่งผู้ออก DR ต้องทําและรายงานเกี่ยวกับจํานวน DR และจํานวนหลักทรัพย์ต่างประเทศอ้างอิงต่อ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ผ่านมาทาง ก.ล.ต. ได้มีการตรวจสอบตามขั้นตอนเป็นปกติ
จากประเด็นดังกล่าว ทำให้เราเห็นว่าการออกมาขยับตัวของ ก.ล.ต. ครั้งนี้ นับเป็นสัญญาณเตือนให้ตลาดตื่นตัวเรื่องธรรมาภิบาลและการคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างเร่งด่วน
ล่าสุด ธนาคารกรุงไทย ออกเอกสารชี้แจงอย่างเป็นทางการเพื่อลดความกังวลของตลาดและลูกค้า โดยยืนยันว่าที่ผ่านมาในกระบวนการออกและเสนอขาย DR80 ธนาคารได้ถือปฏิบัติ ตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด โดยธนาคารมีการถือครองหลักทรัพย์อ้างอิงแบบเต็มจํานวน ตามจํานวน DR80 ที่จําหน่าย ได้แล้วและยังไม่ได้ไถ่ถอนทั้งหมด
ปัจจุบัน ธนาคารทําการฝากหลักทรัพย์อ้างอิงทั้งหมดไว้กับตัวแทนในการเก็บ รักษาหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Global Custodian) ได้แก่ The Hongkong and Shanghai Banking Corporation Limited (HSBC)ทั้งนี้ กรุงไทยยังย้ำว่าทำตามหลักเกณฑ์ของไทย มีการแสดงรายงานเรื่องจำนวนหลักทรัพย์อ้างอิงฯ และข้อมูลต่างๆ ให้ ก.ล.ต. อยู่แล้ว โดยเปิดลิสต์รายละเอียดจํานวนหลักทรัพย์อ้างอิงของ DR80 เกือบ 60 ตัวไว้ให้ตรวจสอบ
เช่น AAPL80 มีจำนวน DR ที่ 27,216,000 หน่วย ซึ่งธนาคารถือครองหุ้น Apple อ้างอิงไว้ 27,216 หุ้น (ตามอัตราแปลงสภาพ 1,000:1) ตรงตามจำนวนที่ต้องมีไว้
จากข่าวนี้นำมาสู่บทเรียนราคาแพงที่นักลงทุนต้องรู้ คือการเข้าใจว่าสิ่งที่เราซื้อคืออะไรกันแน่ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น DR หรือหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง ซึ่งในทางกฎหมายเราอาจถือ "สัญญา" หรือ "สิทธิ" ไม่ใช่ตัวหุ้นแม่โดยตรง
ดังนั้น เราต้องกลับมาตรวจสอบพอร์ตการลงทุนของตัวเองว่า เราเข้าใจสิ่งที่เราถืออยู่ดีพอหรือยัง เพราะในโลกการเงิน "การลงทุนมีความเสี่ยง แต่การลงทุนด้วยความไม่รู้…เสี่ยงที่สุด"
การจะรู้จัก “ของที่ซื้อ” อาจต้องเริ่มจากศึกษารายละเอียดในหนังสือชี้ชวนให้เข้าใจถึงความเสี่ยง อัตราส่วนการแปลงสภาพ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น เงินปันผล เพื่อให้รู้เท่าทันลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่เป็นเพียงตราสารแสดงสิทธิ ไม่ใช่การถือครองหุ้นโดยตรง
นอกจากนี้ ต้องหมั่นตรวจสอบ "ราคาที่ควรจะเป็น" เทียบกับราคาตลาดจริง เพื่อป้องกันการซื้อในราคาที่แพงเกินมูลค่าพื้นฐานได้ และควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น เว็บไซต์ ก.ล.ต. (www.sec.or.th) หรือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ (www.set.or.th) โดยตรง แทนการอ่านข่าวลือในโซเชียลมีเดีย เพื่อได้รับข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด
เมื่อพุดถึง DR ซึ่งเกี่ยวข้องกับหุ้นต่างประเทศ มีคำแนะนำจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ใครจะลงทุนต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงแบบรอบด้าน ตั้งแต่สภาวะเศรษฐกิจของประเทศต้นทาง แนวโน้มอุตสาหกรรม ไปจนถึงไส้ในของสินทรัพย์อ้างอิงว่าเป็นหุ้นรายตัวหรือ ETF เพื่อจับจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม
พร้อมทั้งต้องตระหนักเรื่องภาระภาษี โดยกำไรส่วนต่างราคาจะได้รับการยกเว้นภาษี แต่เงินปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ซึ่งเป็นต้นทุนที่ต้องนำมาคำนวณผลตอบแทนสุทธิด้วย
ที่มา : สำนักงาน ก.ล.ต, ธนาคารกรุงไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้