
เปิดปี 2569 มาได้ไม่กี่วัน ตลาดหุ้นและราคาน้ำมันทั่วโลกก็ต้องเผชิญกับคลื่นลมแรงที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนระอุจากการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา และท่าทีของกลุ่ม OPEC+ ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเพิ่มกำลังการผลิต
สำหรับนักลงทุนไทย สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคงหนีไม่พ้น "หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและพลังงาน" ที่มีน้ำหนักต่อดัชนี SET Index ค่อนข้างสูง วันนี้ Thairath Money จะพาไปเจาะลึกกันว่าสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะรุนแรงนี้ จริงๆ แล้วเป็นวิกฤติหรือเป็นโอกาสกันแน่
เหตุการณ์ที่ช็อกโลกเกิดขึ้นในช่วงคืนวันที่ 3 มกราคม 2026 เมื่อกองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการทางอากาศโจมตีเป้าหมายหลายจุดในเวเนซุเอลา โดยเฉพาะในกรุงคารากัส และพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างมิรันดา อารากัว และลาไกวรา
ปฏิบัติการครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง แต่ผลลัพธ์นั้นดูจะสะเทือนไปทั่วโลก เพราะนำไปสู่การจับกุมตัวผู้นำ นิโคลัส มาดูโร เพื่อนำตัวไปขึ้นศาลในสหรัฐฯ ซึ่งในวันนี้ทั่วโลกกำลังจับตาผลการตัดสินอย่างใกล้ชิดว่าจะออกมาในทิศทางใด
ในขณะเดียวกัน ฝั่งกลุ่มยักษ์ใหญ่ของการผลิตน้ำมันโลกอย่าง OPEC+ ก็ได้มีมติออกมาเป็นที่เรียบร้อย โดยเลือกที่จะ "คงเดิม" คือระงับแผนการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันต่อไปอีก 2 เดือน (กุมภาพันธ์-มีนาคม 2026) เพื่อพยุงสถานการณ์ตามแผนเดิมที่เคยประกาศไว้ด้วย
ต้องบอกว่าการที่สหรัฐฯ บุกเวเนซุเอลา เกี่ยวข้องกับหุ้นโรงกลั่นโดยตรง เพราะธุรกิจนี้อยู่ตรงกลางระหว่างน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป เมื่อเกิดความขัดแย้งในประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากๆ อย่างเวเนซุเอลา ก็ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นตัวกำหนดกำไรของหุ้นโรงกลั่นโดยตรง
นอกจากนี้หุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นยังมีน้ำหนักต่อดัชนี SET Index ของไทยสูงถึง 1 ใน 3 ดังนั้น การขยับตัวเพียงเล็กน้อยก็อาจสะเทือนถึงพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้
แม้จะมีข่าวสงครามหรือการโจมตี ซึ่งตามปกติควรจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่สำหรับกรณีนี้ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์กลับมีมุมมองที่น่าสนใจและระมัดระวัง ดังนี้
ในส่วนของมุมมองจาก ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงขึ้นจากการโจมตีเวเนซุเอลาได้กดดันให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกผันผวนในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ Brent ในสัปดาห์นี้อาจปรับขึ้นเพียง 1-2 เหรียญฯ เท่านั้น เนื่องจากเวเนซุเอลาผลิตน้ำมันได้ต่ำกว่า 1% ของโลก และสหรัฐฯ เองก็มีกำลังการผลิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์คอยหนุนอยู่
แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือระยะยาว หากโดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดันให้บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ เข้าไปฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานจนเวเนซุเอลาสามารถดึงปริมาณสำรองที่มากที่สุดในโลกกลับเข้าสู่ตลาดได้
อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงได้ถึง 4% ตามกลไกตลาด ด้วยเหตุนี้หุ้นกลุ่มโรงกลั่นไทยที่มีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของตลาดอย่าง PTTEP, PTT, TOP, SPRC และ BCP จึงอาจดูไม่น่าสนใจในช่วงสั้น
ด้านบทวิเคราะห์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ได้ระบุถึงมติของ OPEC+ ที่ตัดสินใจระงับแผนเพิ่มกำลังผลิตไปอีก 2 เดือนจนถึงเดือนมีนาคม 2569 โดยมองว่าเป็นเพียงการดำเนินงานตามแผนเดิมที่เคยบอกไว้ จึงไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้ราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นแรงนัก
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์แรกของปียังมองว่ามีความไม่ชัดเจน จึงแนะนำให้นักลงทุนเน้นการตั้งรับและเลือกซื้อหุ้นรายตัวแบบ Selective Buy โดยหากตลาดมีการ Rally ก็สามารถ Follow ตามเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นได้
แต่กลยุทธ์หลักที่ปลอดภัยกว่าคือการสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาปรับตัวลงมาลึก หรือหุ้นกลุ่มที่เน้นจ่ายปันผล (Dividend Play) เป็นหลัก โดยมีหุ้นเป้าหมายตัวชูโรงอย่าง PTTEP และ PTT ที่ยังคงมีความแข็งแกร่งในเชิงพื้นฐาน
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้