เปิดมุมมองการลงทุนปี 2569 จากนักลงทุนรายใหญ่-โบรกเกอร์ เสน่ห์ตลาดหุ้นไทยอยู่ตรงไหน?

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เปิดมุมมองการลงทุนปี 2569 จากนักลงทุนรายใหญ่-โบรกเกอร์ เสน่ห์ตลาดหุ้นไทยอยู่ตรงไหน?

Date Time: 4 ม.ค. 2569 08:30 น.

Video

เมื่อเด็ก ป.6 (11 ขวบ) สร้างรายได้ "หลักแสน" แซงหน้าคนทำงาน! l Money Secret EP.12

Summary

เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทยปี 2569 เสน่ห์ตลาดหุ้นไทยอยู่ตรงไหน? จากนักลงทุนรายใหญ่และนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ชี้ตลาดยังคง "ยาก" ไม่ใช่ใครเข้ามาก็ชนะ ดังนั้น ต้องเลือกลงทุนให้ดี

Latest


ปี 2568 ที่ผ่านพ้นไป อาจเป็นอีกหนึ่งปีที่นักลงทุนไทยต้องจดจำในฐานะ “ปีแห่งความอึดอัด” เมื่อดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงสวนทางความหวัง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ กำไรบริษัทจดทะเบียนยังไม่สดใส และเม็ดเงินลงทุนที่ไหลออกอย่างต่อเนื่อง 

นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มปรับมุมมองจากการไล่หาหุ้นเติบโต มาสู่การเน้นความอยู่รอด การรักษาเงินต้น และการเลือกหุ้นที่มีคุณภาพจริง ๆ มากขึ้น ท่ามกลางสภาพคล่องในตลาดที่บางลง และความหวังที่ต้องฝากไว้กับปัจจัยภายนอกอย่าง Fund Flow จากต่างชาติ

นักลงทุนรายใหญ่และนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างเห็นตรงกันว่า ตลาดหุ้นไทยปีหน้าคงไม่ใช่สนามที่ “ใครเข้ามาก็ชนะ” แต่เป็นเกมของการคัดเลือกอย่างเข้มข้น หุ้นบางกลุ่มอาจยังพอมีโอกาส ขณะที่บางอุตสาหกรรมอาจต้องหลีกเลี่ยงอย่างระมัดระวัง การมองตลาดให้ขาดจึงสำคัญกว่าการมองให้เร็ว

Thairath Money ชวนสำรวจมุมมองการลงทุนปี 2569 จากทั้งฝั่งนักลงทุนรายใหญ่และโบรกเกอร์ ว่าท่ามกลางตลาดที่ยัง “ยาก” เสน่ห์ของหุ้นไทยยังหลงเหลืออยู่ตรงไหน หุ้นแบบใดที่ควรเลือก หุ้นกลุ่มไหนที่ควรเลี่ยง เพื่อรับมือกับปีแห่งความท้าทายที่กำลังจะมาถึง


นักลงทุนรายใหญ่ มองหุ้นไทยปีหน้ายังคง "ยาก" ต้องเลือกให้ดี

นายแพทย์ รัชต์ชยุตม์ จีระพรประภา หรือ “หมอวิน” นักลงทุนรายใหญ่ ให้ความเห็นกับ Thairath Money ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปี 2569 จะยังคง "ยาก" เช่นเคย หลังจากปีที่ผ่านมาดัชนี SET ปรับตัวลดลงกว่า 10% และตลาด mai ลดลงกว่า 30%

สาเหตุหลักมาจากกำไรต่อหุ้น หรือ EPS ของบริษัทจดทะเบียนที่ยังไม่เติบโตชัดเจน ขณะที่มูลค่าหุ้นอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้ถูกมากพอที่จะดึงดูดเม็ดเงินจำนวนมากได้หากกำไรไม่ฟื้นตัวกลับมาอย่างโดดเด่น

อย่างไรก็ตาม เสน่ห์ของหุ้นไทยที่เคยโดดเด่นเรื่องสภาพคล่อง (Liquidity) ปัจจุบันพบว่ากำลังหายไป จากเดิมที่เคยมีปริมาณการซื้อขายสูงถึงวันละ 70,000-80,000 ล้านบาท กลับลดลงเหลือเพียง 20,000-30,000 ล้านบาทต่อวัน 

ทำให้ตลาดหุ้นไทยต้องฝากความหวังไว้ที่กระแสเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (Fund Flow) เป็นหลัก เนื่องจากสัดส่วนการซื้อขายของต่างชาติสูงเกินครึ่งของตลาด หากเม็ดเงินต่างชาติยังไม่ไหลกลับ ตลาดก็ยากที่จะปรับตัวขึ้นได้เนื่องจากเม็ดเงินในประเทศเริ่มเบาบางลง ซึ่งต้องหวังพึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนให้สามารถฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับมา\

สำหรับการคัดเลือกหุ้นลงทุน หมอวิน แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ "Very Selective" หรือการเลือกหุ้นรายตัวให้ดี โดยกลุ่มที่มองว่าเป็น หุ้นน่าลงทุน คือ กลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งถือเป็นหุ้น Defensive ที่กำไรยังคงแข็งแกร่ง แต่ราคาถูกกดลงมาจนถึงระดับต่ำสุด และมีโอกาสฟื้นตัว

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มท่องเที่ยว โดยเฉพาะสายการบินที่มีอัตรากำไรดีและโรงแรมที่ขยายโครงสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ค่อยๆ ดีขึ้น

ในทางกลับกัน หุ้นจะไม่เข้าไปลงทุนในปีหน้า คือ กลุ่มไฟแนนซ์ แม้หลายคนจะมองว่าจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง แต่หมอวินกังวลเรื่องหนี้เสีย (NPL) ที่ซ่อนอยู่และปัญหาในการจัดเก็บหนี้ ทำให้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาหุ้นยังไม่ปรับตัวขึ้น

รวมถึงกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ที่ยังมีความเสี่ยงจากราคาน้ำมันในโซนต่ำและส่วนต่างราคาที่ยังไม่ฟื้นตัว พร้อมยังเตือนให้ระวังหุ้นที่มีภาระหนี้สูงหรือมีหุ้นกู้ครบกำหนดจำนวนมากในปีหน้า เนื่องจากสภาพคล่องในตลาดที่ต่ำอาจทำให้การ Roll-over ทำได้ยากขึ้น

อย่างไรก็ดี หมอวิน มองว่า การเลือกตั้งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหากได้รัฐบาลและทีมรัฐมนตรีที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ตลาดกลับคืนมาได้ รวมถึงความหวังในการออกมาตรการสนับสนุนตลาดทุนในลักษณะกองทุน LTF เพื่อดึงเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันมาคานอำนาจแรงขายจากต่างชาติได้


พาย มองเสน่ห์หุ้นไทยอยู่ที่ปันผล อยากรอดต้องจัดพอร์ต

ด้าน กวี ชูกิจเกษม ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริหารพอร์ตการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เราอาจจะไม่ได้เห็นหุ้นที่เป็น Growth Stock แล้วในช่วง 2-3 ปีนี้ อย่างไรก็ตาม การที่หุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องทำให้ Valuation ของหุ้นบางอุตสาหกรรมถูกลงมากเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น หุ้นในกลุ่มบริการ ได้แก่ ค้าปลีก ท่องเที่ยว สื่อสาร ที่เคยพาหุ้นไทยไปแตะ 1,850 จุดในปี 2561 ปัจจุบันหลายบริษัทในกลุ่มเหล่านี้ทำกำไร New High แต่ราคาหุ้นไม่ปรับตัวขึ้นเพราะตลาดถูกกดดันจากปัจจัยภายนอก

หากจะตอบคำถามที่ว่าเสน่ห์ของหุ้นไทยในตอนนี้คืออะไร เราอาจจะมองไปถึงเรื่องราคาที่เหมาะสมและเงินปันผลที่มีการจ่ายในระดับที่สูงมากที่ 4-7% โดยเฉพาะหุ้นใน SET50 ดังนั้นในปี 2569 ตลาดหุ้นไทยจะสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ เรามองว่ายังมีข้อจำกัดหรือมี Upside ที่ไม่เยอะ ในทางกลับกัน Downside ก็ไม่ได้เยอะเช่นกัน

หากตัด DELTA ที่เป็นผู้นำตลาดออกไป หุ้นได้กลับไปซื้อขายกันที่ 1,000 จุดแล้ว ทำให้ราคาหุ้นขนาดใหญ่ พื้นฐานแข็งแกร่งหลายตัว กลับไปซื้อขายใน valuation ที่เคยทำเอาไว้ตอนที่ดัชนี 1,000 จุด สะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยได้รับรู้ข่าวร้ายไปหมดแล้ว และ Valuation จะเป็นจุดที่ดึงให้นักลงทุนกลับเข้ามาเพื่อรับปันผล

สิ่งที่นักลงทุนจะต้องติดตามในปี 2569 คือการก้าวสู่ S-Curve ใหม่ ในเรื่องของการเป็น Supply Chain ของ Data Center เนื่องจากไทยมีศักยภาพทั้งระบบอำนวยความสะดวกพื้นฐาน ระบบน้ำ ไฟฟ้า พลังงานทดแทน การสื่อสารและการขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่จะดึงดูดเม็ดเงินและการลงทุนเข้ามาในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

การที่จะอยู่รอดในตลาดที่ท้าทายแบบนี้ มองว่าการจัดพอร์ตลงทุนเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับนักลงทุน เพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าเศรษฐกิจเติบโตหรือหดตัว โลกจะมีความขัดแย้งหรือมีสงครามอะไรเกิดขึ้น การหาความรู้เพิ่มเติม การบริการพอร์ต การกระจายความเสี่ยงเป็นการรักษาสมดุลของการลงทุนที่จะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจในช่วงที่ตลาดผันผวนได้


หยวนต้า ชี้เป้าปี 2569 หุ้นกลุ่มไหนเด่น

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้ความเห็นไว้ในรายการ Wealth Designs by Yuanta เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ว่าในปี 2569 ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสกลับมา Perform ได้ดีกว่าปี 2568

หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยติดลบต่อเนื่องกันมาถึง 3 ปี (2566-2568) ซึ่งถือเป็นตลาดเดียวในโลกที่แดงต่อเนื่องนานขนาดนี้ จึงคาดหวังว่าปี 2569 จะไม่เป็นปีที่ 4 ที่ตลาดปิดลบ

โดยปัจจัยหนุนจากทิศทางดอกเบี้ยโลกและไทยกำลังเข้าสู่วัฏจักรขาลงอย่างชัดเจน ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้น ประกอบกับปัจจัยทางการเมืองจากการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

นอกจากนี้ แม้ในแง่ของ Valuation หรือค่า P/E ของไทยอาจไม่ดึงดูดมากนักเนื่องจากเป็นการปรับฐานเข้าสู่ระดับปกติ แต่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของไทยถือว่าโดดเด่นมาก เป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับตลาดหลักในหลายประเทศ

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมและหุ้นเด่นที่น่าจับตาในปี 2569 ได้แก่

1.กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี หนุนจากการยุติลงของสงครามรัสเซีย-ยูเครนจะช่วยลดต้นทุนพลังงานและหนุนการฟื้นตัวของผลประกอบการ พร้อมกับให้ปันผลสูง เช่น PTT, BCP, SPRC, TOP, IVL, BANPU และ PTTEP เป็นต้น

2. กลุ่มไฟแนนซ์และประกัน ได้ประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงตามทิศทางดอกเบี้ย แนะนำสะสมหรือเก็งกำไรในหุ้น BAM, KTC, SAWAD เป็นต้น

3. กลุ่มสื่อสารและกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (REITs) เน้นหาผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สม่ำเสมอในภาวะดอกเบี้ยต่ำ เช่น ADVANC, TRUE, 3BBIF, CPNREIT และ LHHOTEL เป็นต้น


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ