ตลาดหุ้นไทย พักฐานหรือไปต่อ โบรกฯ ชี้ปัจจัยหนุน 1,500 จุดยังมี พร้อมเปิดโผหุ้นหลบดอย

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ตลาดหุ้นไทย พักฐานหรือไปต่อ โบรกฯ ชี้ปัจจัยหนุน 1,500 จุดยังมี พร้อมเปิดโผหุ้นหลบดอย

Date Time: 20 ก.พ. 2569 12:31 น.

Video

สวยอย่างเดียวไม่พอ เพราะ "เสน่ห์ที่แพงที่สุด" คือการมีเงินของตัวเอง l Money Secret EP.19

Summary

หลังจากตลาดหุ้นไทยพุ่งทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงในเวลาเพียง 2 สัปดาห์หลังการเลือกตั้ง ล่าสุด เริ่มเห็นสัญญาณการย่อตัวและแรงขายทำกำไร โดยวันนี้ SET Index ปิดตลาดช่วงเช้าที่ 1,483.95 จุด ลดลง -9.96 จุด หรือ -0.67% จากดัชนีวันก่อนหน้า


Latest


หลังจากตลาดหุ้นไทยพุ่งทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงในเวลาเพียง 2 สัปดาห์หลังการเลือกตั้ง พร้อมกับกระแสเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่ไหลทะลักเข้ามาหลักหมื่นล้านบาท ทำให้ดัชนีปรับตัวขึ้นและเริ่มเข้าใกล้ระดับสำคัญ 1,500 จุด ที่หลายคนต่างเฝ้ารอคอยและลุ้นว่าจะสามารถผ่านขึ้นไปได้หรือไม่

แต่ล่าสุด เริ่มเห็นสัญญาณการย่อตัวและแรงขายทำกำไร โดยวันนี้ SET Index ปิดตลาดช่วงเช้าที่ 1,483.95 จุด ลดลง -9.96 จุด หรือ -0.67% จากดัชนีวันก่อนหน้า ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า การปรับฐานรอบนี้เป็นเพียงการพักตัวระยะสั้นเพื่อไปต่อ หรือดัชนีได้ขยับขึ้นมาจนถึงจุดที่ "แพงเกินไป" แล้ว


หุ้นไทยหมดแรงขึ้นหรือยัง?

ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ได้ให้ความเห็นกับ Thairath Money ว่า สำหรับภาพรวมของตลาดหุ้นไทยที่มีการย่อตัวลงมาในช่วงเช้านั้น สาเหตุหลักเกิดจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

1. การเผชิญแนวต้านสำคัญและการขายทำกำไร

หลังจากผ่านการเลือกตั้งมาได้ 2 สัปดาห์ ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 120 จุด โดยมีเม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้ามาซื้อกว่า 4 หมื่นล้านบาท

ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นที่รวดเร็วจนให้ผลตอบแทนสูงสุดติดอันดับโลก และการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ทำให้ดัชนีเข้าใกล้จุดสูงสุดในรอบ 1 ปี 4 เดือน ซึ่งเป็นช่วงกองทุนวายุภักษ์ในเดือนตุลาคม 2567 ทำให้จุดนี้กลายเป็นแนวต้านสำคัญและมีแรงขายทำกำไรระยะสั้นออกมา

2. ปัจจัยกดดันจากตลาดหุ้นต่างประเทศ

ทั้งนี้ มองว่าตลาดหุ้นไทยย่อตัวตามทิศทางตลาดหุ้นโลก โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงเมื่อวันก่อนหน้า ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ในเช้าวันนี้ก็ย่อตัวลงเช่นกัน อาทิ ญี่ปุ่นติดลบ 1.3% และฮ่องกงติดลบ 0.6%

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าการย่อตัวนี้เป็นเพียงการพักฐานทำกำไรระยะสั้น และภาพรวมตลาดน่าจะเข้าสู่สภาวะแกว่งตัวออกข้าง (Sideway) ก่อนจะค่อยๆ ขยับขึ้นได้ในระยะถัดไป


Valuation ยังน่าสนใจ แม้ก่อนหน้านี้ขึ้นมาแรง

ภราดร กล่าวว่า หากพิจารณาในเชิงพื้นฐานที่ระดับดัชนีบริเวณ 1,480 จุด ปัจจุบันมีค่า P/E อยู่ที่ระดับ 16 เท่า, P/BV ที่ 1.4 เท่า และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับค่อนข้างสูงที่ 3.8% ต้องยอมรับว่าการที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมารวดเร็ว ทำให้ "ราคาดูแพงขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้าพอสมควร"

แต่หากพิจารณาเปรียบเทียบความน่าสนใจกับตลาดหุ้นต่างประเทศผ่าน ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างตลาดหุ้นกับพันธบัตร (Market Earning Yield Gap:MEYG) จะพบว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจอยู่มาก

โดยไทยมี MEYG กว้างถึง 4.1% ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาติดลบอยู่ที่ -0.37% ดังนั้น ในเชิงเปรียบเทียบ ตลาดหุ้นไทยยังถือว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจของกระแสเงินทุน


3 ปัจจัยดันหุ้นไทยไปต่อแน่! หวังเห็น 1,510 จุด

อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน บล.เอเซีย พลัส ยังประเมินเป้าหมายดัชนีเบื้องต้นไว้ที่ระดับ 1,510 จุด แต่ยังมีโอกาสที่จะขยับขึ้นไปได้อีก โดยมีปัจจัยหนุนหลัก ได้แก่

1. ผลประกอบการไตรมาสที่มีแนวโน้มออกมาดี โดยคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนมีโอกาสเติบโตเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีฐานต่ำ สะท้อนจากในช่วง 4 ไตรมาสที่ผ่านมา กำไรของบริษัทจดทะเบียนก็ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งจะเป็นอัปไซด์เพิ่มเติมให้กับตลาด

2. ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นกว่า 16% ในช่วงเวลาเพียงเดือนกว่าๆ ซึ่งเป็นผลบวกโดยตรงต่อตลาดหุ้นไทยที่มีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มที่อิงกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สูงถึง 1 ใน 3 ของตลาด

3. การไหลกลับของเม็ดเงินต่างชาติ จากในช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณการไหลกลับเข้ามาแล้วประมาณ 5 หมื่นล้านบาท จึงยังมีช่องว่างอีกมากที่ฟันด์โฟลว์จะไหลกลับเข้ามาเพิ่มเติม โดยเป็นการหมุนเงินจากหุ้นเติบโต กลับมาสู่หุ้นคุณค่ามากขึ้น


แนะจับตาเสถียรภาพการเมือง

ทั้งนี้ ภราดร ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องให้น้ำหนักมากที่สุดในขณะนี้คือ "เสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง"

ซึ่งตลาดมีความคาดหวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปตามไทม์ไลน์ มีเสียงข้างมากที่แข็งแรง และสามารถผลักดันนโยบายให้เกิดการปฏิบัติได้จริง เพื่อช่วยกระตุ้นตัวเลข GDP

หากการจัดตั้งรัฐบาลเกิดความล่าช้า ไม่ได้เสียงข้างมาก หรือนโยบายขาดความชัดเจนจนไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้เหมือนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จะกลายเป็นปัจจัยกดดันให้ดัชนีย่อตัวลง และอาจทำให้ฟันด์โฟลว์ที่เคยไหลเข้ามาอย่างแรงเกิดการชะลอตัวได้

ส่วนประเด็นความกังวลเรื่องการเลือกตั้งเป็นโมฆะนั้น หากกระบวนการตรวจสอบเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์และกลไกทางกฎหมายโดยไม่มีความผิดปกติใดๆ ก็เชื่อว่าจะสามารถผ่านพ้นไปได้


ลงทุนตอนนี้ยังไงไม่ให้เสี่ยงติดดอย

เนื่องจากดัชนีปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรง ภราดร ประเมินว่าดัชนีบริเวณ 1,430 จุด ถือเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งมาก เนื่องจากเป็นบริเวณต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่งทยอยซื้อสะสมในรอบนี้

โดยธีมการลงทุนแนะนำให้เน้นหาหุ้นที่ราคายังปรับตัวขึ้นไม่ร้อนแรงเท่ากับตลาดรวม (Laggard) แต่มีแรงซื้อสะสมจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นตัวผลักดันให้ราคาหุ้นขยับขึ้นตามฟันด์โฟลว์ได้

โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ (Top Picks) ได้แก่ BDMS, CPN, MTC, CBG, AMATA, GUNKUL และ SJWD เป็นต้น


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้




Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ