เทียบฟอร์มตลาดหุ้น ยุค 2 นายกฯ เพื่อไทย “เศรษฐา vs แพทองธาร” ถึงเวลาต้องฟื้นความเชื่อมั่น?

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เทียบฟอร์มตลาดหุ้น ยุค 2 นายกฯ เพื่อไทย “เศรษฐา vs แพทองธาร” ถึงเวลาต้องฟื้นความเชื่อมั่น?

Date Time: 9 ม.ค. 2568 09:41 น.

Video

ชีวิตนี้ผมจะไม่เป็นหนี้! “หมอสอง” กับก้าวใหม่ในวันที่เป็นคุณพ่อ l Money Secret EP.15

Summary

เทียบฟอร์มตลาดหุ้นยุค “เศรษฐา ทวีสิน” และ “แพทองธาร ชินวัตร” สองนายกจากพรรคเพื่อไทย ที่ต่างต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ และความผันผวนของตลาดทุนในบริบทที่แตกต่างกัน

Latest


ตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลาของรัฐบาลเพื่อไทยถูกจับตาอย่างมาก เมื่อผู้นำสองยุคอย่าง “เศรษฐา ทวีสิน” และ “แพทองธาร ชินวัตร” ต่างต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ และความผันผวนของตลาดทุนในบริบทที่แตกต่างกัน

แม้ว่า “เศรษฐา” จะเริ่มต้นตำแหน่งด้วยความคาดหวังจากนักลงทุน แต่ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นกลับร่วงลงไปกว่า 16% หรือมากกว่า 250 จุด ขณะที่ “แพทองธาร” เพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน แต่สามารถสร้างแรงบวกให้กับตลาด ด้วยดัชนีที่ฟื้นตัวขึ้นมาเกือบ 90 จุด ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

ยังต้องติดตามกันต่อไปว่าแนวทางของรัฐบาลต่อจากนี้ จะฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดหุ้นไทย และช่วยสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวมได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีเงาของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังคงได้รับความสนใจว่าอาจมีผลต่อการกำหนดทิศทางนโยบายในยุครัฐบาลปัจจุบัน

หุ้นไทย “ยุคเศรษฐา” ดิ่งทะลุ 250 จุด ใน 11 เดือน 23 วัน

ในยุคสมัยของ "เศรษฐา ทวีสิน" ที่ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย เป็นระยะเวลา 11 เดือน 23 วัน หรือเริ่มต้นวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2567 นั้น

ดัชนีตลาดหุ้นไทยเริ่มต้นจากระดับ 1,545.60 จุด (ณ วันก่อนเข้ารับตำแหน่ง) ในวันเดียวกันตอบรับในเชิงบวก พุ่งแรงเกือบ 20 จุด หลังที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้ลงมติเห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งให้ "เศรษฐา ทวีสิน" เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับความคาดหวังของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากพรรคเพื่อไทย

อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ทั้งความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมือง ความท้าทายด้านเศรษฐกิจ รวมถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมถึงปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ

ทำให้ในวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ เศรษฐา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังที่ประชุมศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนั้น ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยปิดที่ระดับ 1,292.69 จุด

หากนับจากวันเข้ารับตำแหน่ง จนถึงวันที่พ้นจากตำแหน่ง ตลาดหุ้นไทยในยุค “เศรษฐา ทวีสิน” ปรับตัวลดลงกว่า 252.91 จุด หรือ -16.36%

“ยุคแพทองธาร” หุ้นไทยพุ่งเกือบ 90 จุด จับตาฟื้นความเชื่อมั่น

ต่อมาในวันที่ 18 สิงหาคม 2567 “แพทองธาร ชินวัตร” รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ดัชนีตลาดหุ้นไทยเริ่มต้นที่ระดับ 1,303.00 จุด (ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2567) ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลายค่ายต่างเห็นพ้องไปในทางเดียวกันว่า นี่เป็นสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน หลังจากได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เร็ว ทำให้คลายความกังวลจากปัจจัยทางการเมืองในประเทศไปได้บ้าง

ในยุคสมัยของ “แพทองธาร ชินวัตร” ตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลา 4 เดือน 21 วัน ฟื้นตัวขึ้นมาได้ หลังรัฐบาลออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมเรียกความเชื่อมั่นให้กับตลาดหุ้นไทย ด้วยการฟื้นกองทุนวายุภักษ์อีกครั้ง

ทำให้ล่าสุด ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,387.72 จุด ณ วันที่ 8 มกราคม 2568 หรือเพิ่มขึ้นนับจากวันเข้ารับตำแหน่ง 84.72 จุด หรือ +6.50%

นอกจากนี้ นักลงทุนยังให้ความสนใจกับท่าทีของอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” ด้วยเช่นกัน เพราะเชื่อว่ามีผลต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล สะท้อนได้จากก่อนหน้านี้ที่ออกมาระบุว่ามีแนวคิด “ตุ๊บค่าไฟฟ้า” เหลือ 3.70 บาท ทำให้หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าร่วงไปตามๆ กัน

อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามกันต่อไปว่า ตลาดหุ้นไทยในยุคสมัยของ “แพทองธาร ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นจะดำเนินไปในทิศทางไหน เพราะตลาดหุ้นถือเป็นกระจกที่สะท้อนภาพเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ และมักจะมีการเติบโตไปพร้อมกัน.

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้
https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ