
“หุ้นต่ำบาท” หรือที่เรียกกันว่า “Penny Stock” หมายถึง หุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีราคาต่อหุ้นต่ำกว่า 1 บาท เป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับหุ้นทั่วไปในตลาด ซึ่งการที่มูลค่าหุ้นต่อหน่วยต่ำ ทำให้นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นได้ในปริมาณมาก ด้วยเงินลงทุนที่ไม่สูง ทำให้มักได้รับความสนใจจากนักลงทุน
ขณะเดียวกัน “หุ้นต่ำบาท” อาจมีโอกาสในการเติบโตได้ หากบริษัทสามารถพัฒนากิจการได้ดี และนักลงทุนที่ชอบความท้าทายจากการลงทุนในหุ้นที่ราคามีความผันผวนสูง สามารถสร้างโอกาสในการเก็งกำไรระยะสั้นได้ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงจากราคาที่อาจผันผวนมากกว่าปกติ ซึ่งทุกการลงทุนจะต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด และลงทุนด้วยความระมัดระวัง
ในอดีตเราจะเห็นได้ว่า หุ้นอย่าง AMZN (Amazon.com Inc.) ที่เคยเป็นหุ้นราคาต่ำ หรือ “Penny Stock” ได้มีการเติบโตมาสู่หนึ่งในหุ้นที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ สะท้อนการบริหารจัดการที่ทำให้บริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีหุ้นอีกจำนวนมาก ที่ไม่สามารถสร้างผลประกอบการให้เติบโตได้ดีตามความคาดหวังของนักลงทุน
วิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ให้มุมมองกับ “Thairath Money” ว่า การลงทุนใน “หุ้นต่ำบาท” มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง นักลงทุนต้องพิจารณาปัจจัยพื้นฐานธุรกิจของหุ้นแต่ละตัวว่าเป็นอย่างไร และเลือกลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสการเติบโตของผลประกอบการเป็นหลัก หากมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรในอนาคต ก็มีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นไปได้
แต่ในตลาดหุ้นบ้านเรานั้น มองว่าการลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าวอาจไม่เหมาะ และมีความเสี่ยงมากกว่าโอกาส เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีขนาดค่อนข้างเล็ก ทำให้มีตัวเลือกในการลงทุนไม่มากนัก ดังนั้น นักลงทุนที่ต้องการลงทุนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจนั้นจริงๆ
ขณะเดียวกัน นักลงทุนต้องพิจารณาความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคา เนื่องจาก “หุ้นต่ำบาท” ในภาพรวมมีการเหวี่ยงของราคาที่มากกว่าหุ้นตัวอื่นๆ ซึ่งต้องกลับมาย้อนดูปัจจัยพื้นฐานให้ดีว่าธุรกิจกำลังเป็นขาขึ้นหรือขาลง
วิจิตร ชี้ให้เห็นว่า หากราคาหุ้น 50 สตางค์ จะปรับตัวขึ้นไป 1 บาท หมายความว่าต้องมีการเพิ่มขึ้น 100% ซึ่งผลประกอบการของบริษัทจะต้องเติบโตอย่างแข็งแกร่งสอดคล้องตามไปด้วย นั่นจึงเป็นเรื่องที่ยากในการหาหุ้นเพื่อเลือกลงทุน
อย่างไรก็ดี หุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงมาต่ำกว่า 1 บาท ส่วนใหญ่มักจะเคยประสบปัญหาบางอย่าง หากผลประกอบการจะพลิกกลับมาเติบโตเป็นขาขึ้นได้อีกครั้ง อาจเป็นบริษัทที่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงธุรกิจ มีการเคลียร์ปัญหาต่างๆ เสร็จสิ้น ซึ่งนักลงทุนต้องพิจารณาเรื่องมูลค่าหุ้น แนวโน้มกำไร เพื่อรองรับความเสี่ยงในการลงทุนด้วย
“หุ้นต่ำบาทจะทำให้รวยได้จริงไหม ต้องบอกว่า ถ้าหาหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งเจอ ก็จริง แต่คำถามคือใน 100 ตัว จะมีหุ้นสักกี่ตัวที่เป็นแบบนั้น และจะหาเจอหรือไม่” วิจิตร กล่าว
ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุนให้เลือกลงทุนในหุ้นที่ “ดีแล้ว ดีต่อ” จะมีโอกาสในการทำกำไรได้มากกว่า โดยพิจารณาบริษัทที่มีพื้นฐานดี และมีแนวโน้มผลประกอบการในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เติบโตได้ดี
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้