
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ อย่าง ทริสเรทติ้ง คาดว่า บริษัทจะมีการปรับลดอันดับเครดิตให้แก่ผู้ออกตราสารหนี้ในจํานวนที่น้อยลงในปี 2567 เมื่อเทียบกับในปี 2566 เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทเอกชนเริ่มมีสัญญาณที่ทรงตัวหลังจากต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านรายได้และความสามารถในการทํากําไรที่ลดลงเมื่อปี 2566 โดยทริสเรทติ้งมองว่าความท้าทายที่สําคัญ 2 ประการสําหรับผู้ออกตราสารหนี้ภาคเอกชนในปี 2566 คือกําไรที่ลดลงจากผลของต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงยอดขายที่ลดลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอันเกิดจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้ประกอบการในธุรกิจหลายภาคส่วนได้พยายามตัดและลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้สามารถรอดพ้นจากสภาวะตลาดที่ยากลําบากไปให้ได้
อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ทิศทางอันดับเครดิตในปี 2567 ของทริสเรทติ้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับภาวการณ์ที่ปราศจากผลกระทบสําคัญที่เกิดจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กําาลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกซึ่งมีแนวโน้มว่าจะยกระดับความรุนแรงยิ่งขึ้นด้วย ส่วนความเสี่ยงสําคัญอีกประการหนึ่งที่ทริสเรทติ้งจะต้องคอยติดตามอย่างใกล้ชิดคือความเสี่ยงในการกู้ยืมใหม่ (Refinancing Risk) ของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ที่มีอันดับเครดิตต่ำ ทั้งนี้ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมีการคัดเลือกการลงทุนในตราสารหนี้ที่ระมัดระวังมากขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทใหญ่บางรายในปี 2566
ในปี 2566 ที่ผ่านมาทริสเรทติ้งได้ปรับลดอันดับเครดิตของผู้ออกตราสารไปแล้วจํานวน 27 ราย (รวมบริษัทที่ผิดนัดชําระหนี้ จํานวน 2 ราย) และได้ปรับเพิ่มอันดับเครดิตไปแล้วจํานวน 12 ราย ซึ่งทําให้อัตราส่วนของผู้ออกตราสารหนี้ที่ถูกปรับลดอันดับเครดิตเมื่อเทียบกับผู้ออกตราสารหนี้ที่ถูกปรับเพิ่มอันดับเครดิตมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากที่ระดับ 2.25 เท่าในปี 2566 จากระดับ 0.76 เท่าในปี 2565
นอกจากนี้ ผู้ที่ถูกปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิต (Rating Outlook) ก็มีจํานวน 16 ราย เมื่อเทียบกับผู้ที่ถูกปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับเครดิตจํานวน 6 ราย ส่วนผู้ออกตราสารที่มีแนวโน้มอันดับเครดิต (Rating Outlook) หรือเครดิตพินิจ (CreditAlert) เป็น “Negative” หรือ “ลบ” นั้นก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 26 รายจากปีก่อนหน้าที่ 24 ราย โดยที่กว่า 80% ของกลุ่มนี้เป็นผู้ออกตราสารที่มีอันดับเครดิตที่ระดับเดียวกับหรือต่ำกว่า “BBB” ในขณะที่อัตราการผิด นัดชําระหนี้ (Default Rate) ในปี 2566 อยู่ที่ระดับ 0.93% โดยเพิ่มขึ้นจากระดับ 0% หรือไม่มีการผิดนัดชําระหนี้เลยในช่วง ระหว่างปี 2564-2565 แต่ยังคงต่ำกว่าในปี 2563 ที่มีอัตราการผิดนัดชําระหนี้อยู่ที่ระดับ 1.07%
ทริสเรทติ้งมองว่าเศรษฐกิจของไทยเมื่อพิจารณาจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) นั้นจะเติบโตที่ระดับ 3.0% ใน ปี 2567 และอาจเติบโตได้ถึง 3.5% หากรวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลของรัฐบาลปัจจุบันมาไว้ด้วย ทั้งนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สําคัญคาดว่าจะมาจากการบริโภคและการลงทุนในภาคเอกชน รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกด้านบริการ โดยทริสเรทติ้งประมาณการว่าปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2567 จะอยู่ที่จํานวน 35 ล้านคน ในขณะที่การส่งออกสินค้าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางภาวะการเงินโลกที่คาดว่าจะตึงตัวน้อยลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเชิงโครงสร้างจากการที่สินค้าส่งออกของไทยไม่เป็นที่ต้องการของตลาดเท่าในอดีตก็ทําให้การส่งออกสินค้ายังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดการณ์ว่าการบริโภคภาคเอกชนจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากอานิสงส์ของกําลังซื้อที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลจากมาตรการของภาครัฐในการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพรวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่จะมีออกมาเป็นระยะ
อีกทั้งการลงทุนในภาคเอกชนที่ทยอยฟื้นตัวตามการส่งออกสินค้าก็น่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตมากขึ้นในปีนี้ ในการนี้ ทริสเรทติ้งคาดหวังว่าการบริโภคและการลงทุนในภาครัฐจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยลง อันสืบเนื่องมาจากความล่าช้าในการบริหารจัดการงบประมาณของรัฐบาล
ในส่วนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันนั้นถือว่าอยู่ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงอันเกิดจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น เศรษฐกิจในภูมิภาคทั่วโลกที่ยังคงชะลอตัว ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของช่วงเวลาที่ประเทศเศรษฐกิจหลักจะผ่อนคลายนโยบายด้านการเงิน ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอาจทําให้อุปสงค์จากต่างประเทศลดลง ซึ่งจะทําให้การส่งออกสินค้าของไทยฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความตึงเครียดมากขึ้นก็อาจเพิ่มความเสี่ยง ที่จะทําให้ราคาน้ํามันปรับตัวสูงขึ้นและเกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานได้อีกด้วย และท้ายที่สุด ความไม่แน่นอนของช่วงเวลาที่ประเทศเศรษฐกิจหลักจะผ่อนคลายนโยบายด้านการเงินก็อาจส่งผลต่อความผันผวนในตลาดทุนและอัตราแลกเปลี่ยนของไทย
รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อการดําเนินนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยเนื่องจากส่วนต่าง อัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน ส่วนในระยะยาวนั้น ประเทศไทยจะต้องก้าวข้ามความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกสินค้าไปให้ได้
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้