
ผ่านไปแล้ว สำหรับวันทำการสุดท้ายของการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยปี 2566 ท่ามกลางปัจจัยท้าทายตลอดทั้งปีนี้ จากปัจจัยภายนอกอย่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับสูง ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และประเด็นต่างๆ ในประเทศที่กระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทย หรือ SET Index ปรับตัวลดลงจากต้นปีกว่า 252.81 จุด หรือ -15.15% มาอยู่ที่ 1,415.85 จุด โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 1,691.41 จุด ในวันที่ 10 ม.ค.66 และปรับตัวลดลงต่ำสุด 1,357.97 จุด ในวันที่ 13 ธ.ค.66
ปัจจุบันตลาดหุ้นไทย มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ระดับ 1.73 หมื่นล้านบาท โดยมีอัตราส่วน P/E ที่ระดับ 18.35 เท่า และมีอัตราเงินปันผลตอบแทนที่ 3.34% ส่วนกำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 76.86 บาท
ขณะที่ข้อมูลมูลค่าซื้อขายแบ่งตามกลุ่มนักลงทุน ณ วันที่ 27 ธ.ค.66 นับตั้งแต่ต้นปี 2566 พบว่า นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 196,461.78 ล้านบาท คิดเป็น 52.30% ของมูลค่าซื้อขายรวม นักลงทุนภายในประเทศซื้อสุทธิ 120,860.39 ล้านบาท คิดเป็น 31.65% ของมูลค่าซื้อขายรวม นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 81,059.18 ล้านบาท คิดเป็น 8.40% ของมูลค่าซื้อขายรวม บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ -5,457.80 ล้านบาท คิดเป็น 7.65% ของมูลค่าซื้อขายรวม
ในปี 2566 ที่ผ่านมานี้ เกิดเหตุการณ์มากมายที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อย สะท้อนจากมูลค่าการซื้อขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเข้ามาของ Program Trading ที่มีสัดส่วนสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการใช้ระบบการส่งคำสั่งซื้อขายที่มีความถี่สูง (High Frequency Trading) หรือ HFT ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเอาเปรียบนักลงทุนรายย่อยในประเทศหรือไม่
ขณะเดียวกัน กรณีการทำธุรกรรม “Naked Short Selling” ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าเกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยหรือไม่ โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยืนยันมาตลอดว่า ไม่มีธุรกรรมดังกล่าวเกิดขึ้น และไม่ยอมให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน พร้อมทำการตรวจสอบอย่างหนัก แต่หากนักลงทุนท่านใด สงสัยว่ามีการทำธุรกรรมดังกล่าวเกิดขึ้น ก็พร้อมให้ส่งหลักฐานเพื่อตรวจสอบให้ทันที
นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหาเฉพาะตัวในบริษัทจดทะเบียนบางแห่ง ซึ่งส่งผลกระทบออกไปเป็นวงกว้างโดยเฉพาะในตลาดหุ้นกู้ ในครึ่งแรกของปี 2566 ประเด็นร้อนแรงคงหนีไม่พ้น บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น หรือหุ้น STARK ที่ตกแต่งบัญชี สร้างความเสียหายรวมมูลค่ากว่าแสนล้านบาท สำนักงาน ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ทำงานอย่างหนัก เพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ และเรียกฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมา
ผ่านมาไม่นานนัก ก็เกิดปัญหาการชำระคืนหนี้หุ้นกู้ของ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป หรือหุ้น JKN เจ้าของเวทีประกวด “มิสยูนิเวิร์ส” ล่าสุดบริษัทอยู่ระหว่างกระบวนการฟื้นฟูกิจการ หลังยื่นคําร้องขอต่อศาลล้มละลายกลาง พร้อมมีประเด็นคดีความเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งนักลงทุนยังต้องติดตามต่อว่ากรณีดังกล่าวจะจบลงอย่างไร
เหตุการณ์ที่สำคัญในปี 2566 ที่เป็นประเด็นต่อความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยอย่างมาก คงหนีไม่พ้นการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ผลปรากฏว่า เศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ พร้อมดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
นักลงทุนต่างคาดหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคในประเทศ จะสามารถทำให้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะโครงการ “ดิจิทัล วอลเล็ต” และมาตรการลดค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งจะสามารถช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลได้กินเวลามาถึงไตรมาสที่ 3/66 ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างล่าช้ากว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ อาจเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตเศรษฐกิจไทยหรือไม่ และทิศทางตลาดหุ้นในปี 2567 จะเป็นอย่างไรนั้น ยังต้องติดตามกันต่อไป...
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่