ORN อ่วมเข้าเทรด -20% ทำสถิติ “เปิดต่ำจอง” 3 ตัวรวด โบรกเกอร์ ชี้ ธุรกิจแข่งขันแรง

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ORN อ่วมเข้าเทรด -20% ทำสถิติ “เปิดต่ำจอง” 3 ตัวรวด โบรกเกอร์ ชี้ ธุรกิจแข่งขันแรง

Date Time: 30 ต.ค. 2566 14:16 น.

Video

Broadcom ทำธุรกิจแบบไหน? ถึงกลายเป็น “ผู้ควบคุมนวัตกรรม” แห่งยุค AI | Digital Frontiers EP.49

Summary

Latest


ความเคลื่อนไหวการเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ครั้งแรก ของบริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ORN ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากเชียงใหม่ โดยเปิดการซื้อขายที่ 1.29 บาท ลดลงจากราคาจองซื้อที่ 1.49 บาท หรือลดลง 13.42% และปิดการซื้อขายครึ่งวันเช้าที่ 1.17 บาท -21.48%

ทั้งนี้การปรับตัวลดลงต่ำจองครั้งนี้ นับเป็นหุ้นตัวต่ำจองเป็นหุ้นที่ 3 ติดต่อกัน นับจาก บริษัท วินโดว์ เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ WINDOW และ บริษัท มาร์เก็ต คอนเน็กชั่นส์ เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ MCA 


ธุรกิจแข่งขันสูง 


โดย นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ประเมินว่า อุตสาหกรรมผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีการแข่งขันที่สูง มีผู้ประกอบการจำนวนมากในตลาด ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดมาอย่างต่อเนื่อง และผู้ประกอบการในแต่ละท้องถิ่น ขณะที่บริษัทมีจุดแข็งจากการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเชี่ยวชาญพื้นที่ทำเลจังหวัดเชียงใหม่มานานกว่า 17 ปี และยังมีที่ดินที่มีศักยภาพรอการพัฒนาอีกราว 600 ไร่ ประกอบกับมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมความต้องการ และกำลังซื้อของลูกค้า 

นอกจากนี้ยังมีโครงการในอนาคตที่มีการวางแผนพัฒนาไว้แล้ว โดยแผนสำหรับปี 2566-2567 เป็นโครงการแนวราบ 6 โครงการ มูลค่าราว 3,648 ล้านบาท และโครงการแนวสูง 3 โครงการ (เป็นโครงการแนวสูงแบบ High-rise 1 โครงการ คือ โครงการ อะไรซ์ เจริญเมือง มูลค่าราว 1,515.81 ล้านบาท รวมมูลค่าขายทั้งสิ้นประมาณ 5,164 ล้านบาท รวมทั้งบริษัทได้ซื้อที่ดินในจังหวัดภูเก็ต และจับมือกับ ดุสิตธานี เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม Low Rise และโรงแรมที่เพียบพร้อมด้วยบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันระดับสากล เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าชาวไทย และต่างชาติ โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโครงการช่วงปลายปี 2567 ดังนั้นการระดมทุนตามวัตถุประสงค์จึงมีความเหมาะสม

สัดส่วนรายได้ของบริษัทระหว่างโครงการแนวราบ และแนวสูงในแต่ละปีขึ้นอยู่กับการสร้างโครงการแล้วเสร็จ และการโอนกรรมสิทธิ์ โดยในปี 65-66 รายได้หลักมาจากการขายแนวสูง (โครงการดิ แอสตร้า สกายริเวอร์) ในระยะสั้นมองว่ารายได้จะฟื้นตัวอย่างช้าๆ ต่อจากปี 2565 และขยายตัวจากโครงการทั้งแนวราบ และแนวสูง ซึ่งโครงการแนวสูงมาจากลูกค้าชาวจีนเป็นหลัก (สัดส่วนรายได้จากการขายห้องชุดให้ลูกค้าชาวจีนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 66 คิดเป็นสัดส่วน 48.77% ของรายได้) 

ขณะที่ระยะยาว รายได้จะเติบโตและมีความสม่ำเสมอมากขึ้นจากการพัฒนาโครงการใหม่ และกระจายไปสู่โครงการแนวราบเพิ่มขึ้น สอดคล้องไปกับสถานการณ์ตลาดในปัจจุบันที่อุปทานการพัฒนาโครงการ และการโอนกรรมสิทธิ์แนวราบมีจำนวนมากกว่าแนวสูง รวมทั้งการกลับมาเปิดโครงการที่เพิ่มขึ้น หลังจากที่ชะลอไปในช่วงโควิด และการฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบของภาคอสังหาฯ จะหนุนการเติบโตของรายได้ในระยะยาว 

อัตรากำไรของบริษัทขึ้นอยู่กับประเภทของโครงการ กลุ่มลูกค้า ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น การให้ส่วนลดหรือโปรโมชัน ขณะที่ในช่วงปี 2565-2566 ที่ผ่านมา บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิ และอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น จากการเริ่มโอนโครงการดิ แอสตร้า สกายริเวอร์ ในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 65 ซึ่งเป็นโครงการแนวสูงแบบ high-rise รวมทั้งมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในระดับกลางถึงบน ทำให้อัตรากำไรขยายตัวได้มากขึ้น มองว่าในระยะสั้นอัตรากำไรจะสูงขึ้นต่อเนื่อง จากรายได้ที่เริ่มฟื้นตัว และการขายและโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นในโครงการดิ แอสตร้า สกายริเวอร์ รวมทั้งโครงการแนวราบที่คาดว่าจะสร้างเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาสที่ 4 ปี 66 ขณะที่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ 

และในระยะยาว คาดว่า 2-3 ปีข้างหน้า อัตรากำไรจะเติบโตผันแปรตามรายได้ที่เริ่มขยายตัวมากขึ้น ทั้งจากโครงการใหม่ที่เริ่มก่อสร้าง และเป้าหมายในการสร้างรายได้ประจำ (Recurring income) ของบริษัท

ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อ ได้แก่ 1) ความสำเร็จของโครงการในอนาคต 2) อุปสงค์ผู้บริโภค 3) ทิศทางอัตราดอกเบี้ย 4) การกลับมาของลูกค้าต่างชาติ

ความเสี่ยง ได้แก่ 1) การแข่งขันที่สูง 2) ต้นทุนในการพัฒนาโครงการเพิ่มขึ้น 3) การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆ เช่น มาตรการ LTV, มาตรการลดค่าจดทะเบียนการโอน เป็นต้น จากการประเมินมูลค่าเบื้องต้นด้วยวิธี PER เฉลี่ยของผู้ประกอบธุรกิจใน SET ที่มีการพัฒนาอังหาริมทรัพย์ในเชียงใหม่ที่ 7.20 เท่า ได้มูลค่าเหมาะสมที่ 1.48 บาท  


นายปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยผลักดัน และสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายหลังระดมทุนส่งผลให้บริษัทมีความพร้อมในด้านกระแสเงินสดสำหรับต่อยอดการเติบโตทางธุรกิจ พร้อมขยายธุรกิจในภาคเหนือ และภูมิภาคอื่น เพื่อสร้างรายได้จากโครงการอสังหาริมทรัพย์หลากหลายรูปแบบ และผลประกอบการที่โดดเด่น

ล่าสุดบริษัทลงนามความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ บมจ. ดุสิตธานี (DUSIT) เพื่อร่วมพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม Low Rise และโรงแรมในจังหวัดภูเก็ตต่อยอดการเติบโต อีกทั้งอยู่ระหว่างเจรจาพันธมิตรทางธุรกิจในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศเข้ามาเพิ่มเติม

สำหรับทิศทางธุรกิจช่วงครึ่งปีหลัง 66 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยมียอดขายรอโอน (Backlog) มูลค่าประมาณ 616.30 ล้านบาท จากโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย ซึ่งคาดว่าจะสามารถทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในช่วงไตรมาส 4/66-68 และเตรียมเปิดตัวโครงการแนวราบจำนวน 2 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 674.98 ล้านบาท ได้แก่ โครงการทาวน์โฮม อรสิริน วิลล์ โชตนา และโครงการบ้านเดี่ยว อรสิรินวิลล์ ท่ารั้ว

นอกจากนี้ปี 67 บริษัทเตรียมเปิดโครงการแนวราบ และอาคารพาณิชย์ จำนวน 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 1,700 ล้านบาท คาดจะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงกลางปี 2567-2568  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ดินเดิมของ ORN บนทำเลศักยภาพ ติดถนนเส้นหลัก ที่มีต้นทุนต่ำซึ่งจะช่วยให้บริษัทรักษาอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับที่สูง อีกทั้งคาดว่าโครงการแนวราบ-แนวสูงต่างๆ ของบริษัท ที่อยู่ระหว่างการขายทุกโครงการจะได้รับการตอบรับที่ดี ผลักดันรายได้เติบโตสม่ำเสมอไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปีตามเป้าหมายที่วางไว้.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ