ไทยออยล์ อาจต้องจ่าย 1.5-2.5 พันล้าน จากปัญหาน้ำมันดิบรั่วไหล บ.เปิด 4 แนวทางแก้ปัญหา

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ไทยออยล์ อาจต้องจ่าย 1.5-2.5 พันล้าน จากปัญหาน้ำมันดิบรั่วไหล บ.เปิด 4 แนวทางแก้ปัญหา

Date Time: 5 ก.ย. 2566 17:38 น.

Video

เปย์ตัวเองมาทั้งชีวิต วันนี้ขอทำเพื่อ 'ลูก' ให้ดีที่สุด กับ แอริน ยุกตะทัต l Money Secret EP.17

Summary

- บมจ.ไทยออยล์ หรือหุ้น TOP รายงานความคืบหน้าเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลบริเวณทุ่นผูกเรือกลางทะเล (SBM-2) เผยอยู่ระหว่างดำเนินการขจัดคราบน้ำมัน ซึ่งประเมินว่ามีปริมาณประมาณ 60,000 ลิตร,- นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ชี้เหตุการณ์ดังกล่าว คาดกระทบการดำเนินงาน เตรียมรับรู้ค่าใช้จ่ายพิเศษ

Latest


บริษัท ไทยออยล์ จํากัด (มหาชน) หรือหุ้น TOP แจ้งความคืบหน้า เรื่องเหตุการณ์น้ํามันดิบรั่วไหลบริเวณทุ่นผูกเรือกลางทะเล (SBM-2) ของโรงกลั่นน้ํามันไทยออยล์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ว่า บริษัทฯ อยู่ระหว่างดําเนินการขจัดคราบน้ํามัน ซึ่งประเมินว่ามีปริมาณประมาณ 60,000 ลิตร และมีจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากชายฝั่งท่าเรือไทยออยล์ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 16 กิโลเมตร โดยบริษัทฯ ได้เร่งรัดดําเนินการต่างๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบของเหตุการณ์ ดังนี้

  1. ดำเนินการขจัดคราบน้ํามันและวางทุ่นล้อมไม่ให้คราบน้ํามันเคลื่อนเข้าสู่ชายฝั่ง โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ในการสนับสนุนกําลังพล เรือ อากาศยาน อุปกรณ์ และสารเคมีขจัดคราบน้ํามัน ซึ่งได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล
  2. สํารวจและวิเคราะห์หาสาเหตุของการรั่วไหลในเบื้องต้น ร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค
  3. ติดตามทิศทางการไหลของกระแสน้ํา และคาดคะเนทิศทางการเคลื่อนตัวของคราบน้ํามันเพื่อเตรียมมาตรการป้องกัน กรณีคราบน้ํามันถูกพัดเข้าชายฝั่ง
  4. เตรียมความพร้อมกําลังพลจากกองทัพเรือเพื่อขจัดคราบน้ํามันบนชายฝั่ง และการเข้าช่วยเหลือ หากเกิดเหตุพบคราบนํ้ามันบนชายฝั่ง หรือเกิดผลกระทบต่อชุมชน


เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 4 กันยายน 2566 ทีมผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า คราบน้ํามันจะมีทิศทางการเคลื่อนตัวขนานกับเกาะสีชัง อย่างไรก็ตาม จากการสํารวจล่าสุดเมื่อเช้าวันที่ 5 กันยายน 2566 ไม่พบกลุ่มคราบน้ํามันขนาดใหญ่ พบเพียงแค่แผ่นฟิล์มบางๆ บนผิวน้ําทะเลเท่านั้น ซึ่งบริษัทฯ จะยังคงทําการสํารวจเพื่อให้มั่นใจต่อไป


ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า จากที่ประชุมนักวิเคราะห์ในช่วงบ่ายวันนี้ถึงประเด็นดังกล่าว พบว่าถึงแม้บริษัทยังไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ในขณะนี้ แต่จากข้อมูลที่ได้รับ คาดว่าจะทําให้เกิดค่าใช้จ่ายขึ้นในหลายๆ ประเด็น ทั้งในส่วนของการเดินหน้าของโรงกลั่น เพราะแท่น SBM-2 ถือเป็นแท่นรับน้ํามันหลักของ TOP สามารถขนถ่ายน้ํามันดิบจากเรือขนาดใหญ่เข้าโรงกลั่นได้เลย ทําให้การขนถ่ายน้ํามันจากนี้ต้องหันไปใช้แท่น SBM-1 ซึ่งรับได้เฉพาะเรือขนาดเล็ก ทําให้ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนเป็นเรือขนาดเล็กสําหรับการขนถ่ายน้ํามันเข้าโรงกลั่นเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นต้นทุนส่วนหนึ่งที่จะมากดดันค่าการกลั่นได้ อีกทั้งหากมีการหยุดการใช้แท่น SBM-2 เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ก็อาจเกิดปัญหาในการขนส่งน้ํามันเข้าโรงกลั่นได้ อัตราการเดินเครื่องโรงกลั่นอาจได้รับผลกระทบที่มีนัยสำคัญ ซึ่งปัจจุบันโรงกลั่น TOP มีปริมาณสํารองน้ํามันอยู่ 30 วัน


ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทาง TOP จะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามจริง และจะทําการดําเนินการเคลมประกันจากบริษัทประกันในลําดับถัดไป ซึ่งทาง TOP ได้ทําประกันภัยหลักๆ ไว้ดังนี้

  1. ประกันคุ้มครองความเสียหายอันเกิดจากทรัพย์สิน (Property damage) - วงเงินที่ทําไว้ในส่วนของท่อใต้ทะเล 255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และวงเงินในส่วนของสต๊อกน้ํามัน 761 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมี deductible อยู่ที่ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  2. ประกันคุ้มครองธุรกิจหยุดชะงัก (Business Interruption) - วงเงิน 1.12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมี deductible อยู่ที่ 60 วัน
  3. ประกันภัยคุ้มครองความรับผิดต่อสิ่งแวดล้อม - วงเงิน 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมี deductible 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  4. ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลที่สาม - วงเงิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมี deductible 1 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ


เบื้องต้นยังคงประมาณการก่อน เนื่องจากยังไม่สามารถระบุตัวเลขผลกระทบได้ชัดเจน แต่เชื่อว่าต้องมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้นหาก SBM-2 ยังไม่สามารถกลับมารับน้ํามันจากเรือขนส่งได้ปกติ คาดจะกระทบต่อการดําเนินงานอยู่ รวมถึงค่าใช้จ่ายสําหรับในการขจัดน้ํามันและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม น่าจะเป็นความกังวลที่สําคัญจากนี้ ซึ่งถือเป็นประเด็นสําคัญที่กดดันราคาหุ้นในช่วงสั้น จนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลาย


ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัทระบุว่า เหตุการณ์นี้ไม่กระทบการเดินเครื่องโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ แสดงว่าอาจจะมีผลกระทบบ้าง บริษัทแจ้งว่ามีประกันคุ้มครองความเสียหายอันเกิดจากทรัพย์สินและธุรกิจหยุดชะงัก ประกันการขนส่งสินค้าทางทะเล ประกันภัยคุ้มครองความรับผิดต่อสิ่งแวดล้อม และประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลที่สาม


อย่างไรก็ตาม ต้องบันทึกความเสียหายที่เกิดขึ้นไปก่อน แล้วค่อยรับรู้รายได้ค่าเคลมประกันในภายหลัง ซึ่งประกันอาจทยอยจ่ายเป็นปีหรือมากกว่า นอกจากนั้นอาจมีค่าชดเชยความเสียหายที่นอกเหนือจากประกันเกิดขึ้นด้วย


ขณะเดียวกัน ประเมินค่าความเสียหายจากกรณีนี้ ประกอบด้วย 1. ความเสียหายในทรัพย์สินและธุรกิจ ที่สามารถเคลมประกันได้ และ 2. ค่าความเสียหายส่วนแรกที่ต้องจ่ายให้บริษัทประกัน ค่าทำความสะอาดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ค่าความเสียหายต่อบุคคลที่ 3 และสิ่งแวดล้อม ที่ต้องชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำมันรั่วที่มาฟ้องร้อง ซึ่งเหล่านี้บริษัทต้องจ่ายเอง ในเบื้องต้นเราคาดไว้ราว 1.5-2.5 พันล้านบาท (0.67-1.12 บาท/หุ้น) เมื่อพิจารณาจากเคสน้ำมันรั่วของบริษัทโรงกลั่นอื่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต


อย่างไรก็ดี วานนี้ราคาหุ้น TOP ร่วงลง 2.75 บาท หรือ -5.34% สะท้อนผลกระทบจากเหตุน้ำมันดิบรั่วครั้งนี้ไปพอควรแล้ว ฝ่ายวิจัยฯ จึงแนะนำ ทยอยซื้อ TOP เมื่อราคาอ่อนตัว.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ