
บริษัท ไทยออยล์ จํากัด (มหาชน) หรือหุ้น TOP แจ้งความคืบหน้า เรื่องเหตุการณ์น้ํามันดิบรั่วไหลบริเวณทุ่นผูกเรือกลางทะเล (SBM-2) ของโรงกลั่นน้ํามันไทยออยล์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ว่า บริษัทฯ อยู่ระหว่างดําเนินการขจัดคราบน้ํามัน ซึ่งประเมินว่ามีปริมาณประมาณ 60,000 ลิตร และมีจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากชายฝั่งท่าเรือไทยออยล์ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 16 กิโลเมตร โดยบริษัทฯ ได้เร่งรัดดําเนินการต่างๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบของเหตุการณ์ ดังนี้
เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 4 กันยายน 2566 ทีมผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า คราบน้ํามันจะมีทิศทางการเคลื่อนตัวขนานกับเกาะสีชัง อย่างไรก็ตาม จากการสํารวจล่าสุดเมื่อเช้าวันที่ 5 กันยายน 2566 ไม่พบกลุ่มคราบน้ํามันขนาดใหญ่ พบเพียงแค่แผ่นฟิล์มบางๆ บนผิวน้ําทะเลเท่านั้น ซึ่งบริษัทฯ จะยังคงทําการสํารวจเพื่อให้มั่นใจต่อไป
ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า จากที่ประชุมนักวิเคราะห์ในช่วงบ่ายวันนี้ถึงประเด็นดังกล่าว พบว่าถึงแม้บริษัทยังไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ในขณะนี้ แต่จากข้อมูลที่ได้รับ คาดว่าจะทําให้เกิดค่าใช้จ่ายขึ้นในหลายๆ ประเด็น ทั้งในส่วนของการเดินหน้าของโรงกลั่น เพราะแท่น SBM-2 ถือเป็นแท่นรับน้ํามันหลักของ TOP สามารถขนถ่ายน้ํามันดิบจากเรือขนาดใหญ่เข้าโรงกลั่นได้เลย ทําให้การขนถ่ายน้ํามันจากนี้ต้องหันไปใช้แท่น SBM-1 ซึ่งรับได้เฉพาะเรือขนาดเล็ก ทําให้ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนเป็นเรือขนาดเล็กสําหรับการขนถ่ายน้ํามันเข้าโรงกลั่นเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นต้นทุนส่วนหนึ่งที่จะมากดดันค่าการกลั่นได้ อีกทั้งหากมีการหยุดการใช้แท่น SBM-2 เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ก็อาจเกิดปัญหาในการขนส่งน้ํามันเข้าโรงกลั่นได้ อัตราการเดินเครื่องโรงกลั่นอาจได้รับผลกระทบที่มีนัยสำคัญ ซึ่งปัจจุบันโรงกลั่น TOP มีปริมาณสํารองน้ํามันอยู่ 30 วัน
ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทาง TOP จะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามจริง และจะทําการดําเนินการเคลมประกันจากบริษัทประกันในลําดับถัดไป ซึ่งทาง TOP ได้ทําประกันภัยหลักๆ ไว้ดังนี้
เบื้องต้นยังคงประมาณการก่อน เนื่องจากยังไม่สามารถระบุตัวเลขผลกระทบได้ชัดเจน แต่เชื่อว่าต้องมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้นหาก SBM-2 ยังไม่สามารถกลับมารับน้ํามันจากเรือขนส่งได้ปกติ คาดจะกระทบต่อการดําเนินงานอยู่ รวมถึงค่าใช้จ่ายสําหรับในการขจัดน้ํามันและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม น่าจะเป็นความกังวลที่สําคัญจากนี้ ซึ่งถือเป็นประเด็นสําคัญที่กดดันราคาหุ้นในช่วงสั้น จนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลาย
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัทระบุว่า เหตุการณ์นี้ไม่กระทบการเดินเครื่องโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ แสดงว่าอาจจะมีผลกระทบบ้าง บริษัทแจ้งว่ามีประกันคุ้มครองความเสียหายอันเกิดจากทรัพย์สินและธุรกิจหยุดชะงัก ประกันการขนส่งสินค้าทางทะเล ประกันภัยคุ้มครองความรับผิดต่อสิ่งแวดล้อม และประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลที่สาม
อย่างไรก็ตาม ต้องบันทึกความเสียหายที่เกิดขึ้นไปก่อน แล้วค่อยรับรู้รายได้ค่าเคลมประกันในภายหลัง ซึ่งประกันอาจทยอยจ่ายเป็นปีหรือมากกว่า นอกจากนั้นอาจมีค่าชดเชยความเสียหายที่นอกเหนือจากประกันเกิดขึ้นด้วย
ขณะเดียวกัน ประเมินค่าความเสียหายจากกรณีนี้ ประกอบด้วย 1. ความเสียหายในทรัพย์สินและธุรกิจ ที่สามารถเคลมประกันได้ และ 2. ค่าความเสียหายส่วนแรกที่ต้องจ่ายให้บริษัทประกัน ค่าทำความสะอาดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ค่าความเสียหายต่อบุคคลที่ 3 และสิ่งแวดล้อม ที่ต้องชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำมันรั่วที่มาฟ้องร้อง ซึ่งเหล่านี้บริษัทต้องจ่ายเอง ในเบื้องต้นเราคาดไว้ราว 1.5-2.5 พันล้านบาท (0.67-1.12 บาท/หุ้น) เมื่อพิจารณาจากเคสน้ำมันรั่วของบริษัทโรงกลั่นอื่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
อย่างไรก็ดี วานนี้ราคาหุ้น TOP ร่วงลง 2.75 บาท หรือ -5.34% สะท้อนผลกระทบจากเหตุน้ำมันดิบรั่วครั้งนี้ไปพอควรแล้ว ฝ่ายวิจัยฯ จึงแนะนำ ทยอยซื้อ TOP เมื่อราคาอ่อนตัว.