
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 24 ส.ค. 66 ปิดที่ 1,557.41 จุด เพิ่มขึ้น 8.40จุด มีมูลค่าซื้อขาย 68,545.86 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 808.09 ล้านบาท
หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด DELTA ปิด 110.50 บาท บวก 7.50บาท, KTB ปิด 19.10 บาท ลบ 0.90 บาท, EA ปิด 63.75 บาท บวก2.75บาท, BDMS ปิด 27.50 บาท ลบ 0.75 บาท, KBANK ปิด 131 บาทลบ1.50บาท
บล.เอเซียพลัส ออกบทวิเคราะห์ หลัง “เศรษฐา ทวีสิน” ได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นนายกรัฐมนตรี ระบุประเด็นถัดไปที่คนส่วนใหญ่พูดถึงและติดตาม คือนโยบาย Digital Wallet และการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท/คน ของพรรคเพื่อไทย ที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง หลังเป็นนโยบายชูโรง ของพรรค และมีกระแสว่านายกฯจะเป็น รมว.คลังด้วย
โดยกลุ่มหุ้นที่สามารถเก็งกำไรได้แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้ 1.กลุ่มหุ้นที่ขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเครือข่ายโทรคมนาคม เช่น ADVANC, TRUE, COM7, SPVI, CPW, IT, SYNEX, SIS เป็นต้น
2.กลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Digital Asset ทั้งหมด ดังนี้ 2.1 บริษัทที่เข้าไปลงทุนใน Crypto Currency โดยตรง เช่น หุ้น BROOK ซึ่งผลประกอบการจะขึ้น-ลง หรือได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ จากแนวโน้มราคาเหรียญ
2.2 บริษัทที่เข้าไปลงทุนขุด BITCOIN (BITCOIN Mining) เช่น หุ้น JTS ต้นทุน คือ ค่าไฟ, อุปกรณ์ และการ์ดจอในขุด ฯลฯ ส่วนรายได้คือ เหรียญ Crypto อาทิ Bitcoin ที่ได้จากการเข้าไปแข่งกันถอดรหัส ทั้งนี้ หากแนวโน้มราคา Bitcoin ปรับขึ้น, ต้นทุนเท่าเดิม จำนวนเหรียญที่ขุดได้เท่าเดิม แต่มูลค่าเหรียญที่ขุดได้จะเพิ่มเป็นกำไร
2.3 บริษัทที่รับ Crypto currency หรือ tokens เพื่อใช้ซื้อสินค้า หรือบริการ ก่อนหน้าที่ออกข่าวและเกิดกระแสเก็งกำไร อาทิ RS, ANAN, SIRI, SC, ORI, ASW, MAJOR, JMART เอเซียพลัสประเมินว่าจะได้เพียงกระแส หรือ Sentiment เชิงบวกเท่านั้น
2.4 บริษัทที่ทำ ICO portal คือ (ผู้ให้บริการ Token) ทำหน้าที่คล้ายที่ปรึกษาทางการเงินในการตรวจสอบข้อมูลการออก ICO ของบริษัทที่เสนอขายโทเคน (due diligence) และเก็บรักษาทรัพย์สินของผู้ลงทุน ฯลฯ อาทิ KBANK, SCB, XPG, JTS 2.5 บริษัทที่ทำระบบ Exchange ซื้อขาย Crypto currency อาทิ GULF
โดยสรุป เอเซียพลัสประเมินว่านโยบาย Digital wallet มีโอกาสเกิดขึ้นจริง หลังได้ตัวนายกรัฐมนตรี ดังนั้น หุ้นที่อยู่ในกระแสเก็งกำไรจากประเด็นนี้ และที่เอเซียพลัสชื่นชอบ คือ COM7, TRUE, SIRI, SC, JMART, KBANK, SCB, GULF!!
อินเด็กซ์ 51