
การลงมติเห็นชอบเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรีรอบแรกเมื่อวานนี้ (13 กรกฎาคม 2566) ยังไม่จบ โดยการเสนอชื่อของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้รับเสียงสนับสนุนเพียง 324 เสียง ซึ่งยังขาดอีก 52 เสียง ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังมีปริมาณการซื้อขายเบาบาง แม้ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะสามารถปิดบวกได้เมื่อวานนี้
อย่างไรก็ดี คาดว่าจะมีการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อลงมติโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ในวันที่ 19-20 กรกฎาคม 2566 ที่จะถึงนี้ ซึ่งยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยต่อว่าจะมีการตอบรับอย่างไร
บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยเมื่อวานนี้แกว่งผันผวนตลอดวันตามกรอบ 1,487-1,497 จุด ปัจจุบันมาปิด ที่ 1,494.02 จุด เพิ่มขึ้น 2.88 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.04 หมื่นล้านบาท
การปิดบวกเมื่อวานนี้ไม่ได้มีสัญญาณให้น่าดีใจเพิ่มเติม เพราะยังมาทรงเดิมที่มูลค่า การซื้อขายเบาบางและปิดต่ำกว่า 1,500 จุด จึงมองในระยะสั้นยังอยู่ในภาวะผันผวนไร้ทิศทาง
ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ แกว่งออกข้างสร้างฐาน โดยมองแนวรับของวันนี้ที่ 1,480 จุด ส่วนแนวต้านของวันอยู่ที่ 1,500 จุด
ขณะที่ผลการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในรอบที่ 1 ปรากฏว่า นายพิธา ได้รับเสียงสนับสนุนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้กระแสอย่างไม่เป็นทางการคาดว่าจะมีการโหวต รอบที่ 2 ในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ จากการประเมินปัจจัยแวดล้อม ต้องถือว่ายังมีความไม่แน่นอนสูงมาก ทั้งในส่วนของบุคคลที่จะถูกเสนอให้โหวต และเสียงสนับสนุน ทำให้เกิดความกังวลว่าการเมืองในบ้านเราจะต้องอยู่ในภาวะสุญญากาศอีกระยะหนึ่ง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน
ในมุมของการลงทุนในตลาดหุ้น เชื่อว่ากระแสเม็ดเงินลงทุนต่างชาติยังไม่น่าจะไหลเข้า และอาจมี การไหลออกได้อีกระยะหนึ่ง ขณะที่นักลงทุนในประเทศอยู่ในโหมดชะลอการลงทุน และด้วยปริมาณซื้อขายที่ต่ำ ก็น่าจะกดดันให้โอกาสปรับตัวขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นไทยจำกัดมากขึ้น
ตลาดหุ้นไทยวันนี้น่าจะอยู่ในภาวะที่ผันผวน ภายใต้ความกังวลเรื่องสุญญากาศทางการเมืองที่อาจนานกว่าที่คิด ทำให้โอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นไปถูกจำกัด โดยเลือกหุ้นเด่นวันนี้ ได้แก่ PTTEP SIRI และ STEC
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) เผยแพร่บทวิเคราะห์ระบุว่า การเมืองยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้น โดยบทสรุปการโหวต นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีรอบแรก เห็นชอบ 324 เสียง ไม่ถึงกึ่งหนึ่งคือ 375 เสียง ขณะที่ ส.ว.ลงคะแนนเห็นชอบ 13 เสียง จาก 249 เสียง คิดเป็น 5.2% จากพรรคร่วมต้องการทั้งหมดประมาณ 26%
ทั้งนี้การเมืองในประเทศยังเป็นความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นไทยจากความชัดเจนการจัดตั้งรัฐบาลและสถานการณ์นอกสภา โดยมีกรอบระยะเวลาการโหวตนายกฯ ครั้งต่อไปวันที่ 19 และ 20 กรกฎาคม 2566
ตราบใดที่บรรยากาศการชุมนุม ความขัดแย้งนอกสภา ยังไม่นำไปสู่ความรุนแรง การลงทุนยังสามารถทำได้ โดยต้อง Selective เน้นหุ้นที่แนวโน้ม งบไตรมาสที่ 2/66 เด่น และผลประกอบการช่วงครึ่งหลังของปีดีขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับโดนผลกระทบเชิงลบจากการเมืองจำกัด ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มไอซีที