ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับกังวลมูลค่าซื้อขายหุ้นเบาบาง เร่งกระตุ้นนักลงทุนกลับมาเทรด

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับกังวลมูลค่าซื้อขายหุ้นเบาบาง เร่งกระตุ้นนักลงทุนกลับมาเทรด

Date Time: 10 ก.ค. 2566 17:43 น.

Video

เบื้องหลังโลก “คริปโต” จากเคยถูกต่อต้าน ทำไมตอนนี้ทั้งรัฐบาล ธนาคารถึงยอมรับ ? | Digital Frontiers EP.52

Summary

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนมิถุนายน 2566 พบว่ามูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า 33.2% ด้านกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปริมาณการซื้อขายที่ลดลงเป็นสิ่งที่น่ากังวล และอยู่ระหว่างหาแนวทางแก้ไขให้ปริมาณการซื้อขายหรือสภาพคล่องในตลาดกลับสูงขึ้นมา

Latest


ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนมิถุนายน 2566 พบว่ามูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 47,893 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า 33.2% โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 58,670 ล้านบาท ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นเดือนที่ห้าในเดือนมิถุนายน มูลค่าขายสุทธิ 8,617 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14


นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปริมาณการซื้อขายที่ลดลงเป็นสิ่งที่น่ากังวล ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ติดตามและหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวอยู่ เพื่อจะทำอย่างไรที่จะทำให้ปริมาณการซื้อขายหรือสภาพคล่องในตลาดกลับสูงขึ้นมา


อย่างไรก็ดี มีหลายปัจจัยในตอนนี้ที่ทำให้ปริมาณการซื้อขายลดลงอย่างที่เห็น ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น จากตลาดหุ้นหลายแห่งที่มีสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติใกล้เคียงกับนักลงทุนรายย่อยในประเทศ มีปริมาณการซื้อขายปรับลดลงเช่นกัน


โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแนวทางการส่งเสริม (promote) นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดงาน Thailand Focus ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 3 สิงหาคมนี้ เพื่อกระตุ้นความน่าสนใจของหุ้นไทยในตลาดโลก โดยจะมีบริษัทจดทะเบียนที่น่าสนใจนำเสนอข้อมูลให้นักลงทุนเข้าใจมากขึ้น และเชื่อว่างานในครั้งนี้จะสามารถดึงดูดความสนใจของนักลงทุนต่างชาติต่อบริษัทจดทะเบียนไทยได้มากขึ้น


สำหรับแนวโน้มของดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง สามารถประเมินได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากปัจจุบันมีเหตุการณ์หลายอย่างยังมีความไม่ชัดเจน แต่เรื่องที่ชัดเจนคืออัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ตอนนี้อยู่ในระดับสูง และโอกาสที่จะปรับขึ้นต่อมีน้อย จึงมองว่าจะกระทบต่อสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะการไหลเข้าออกของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติต่ำกว่าในช่วงครึ่งปีแรก


ทั้งนี้ ยังต้องติดตามประเด็นที่มีความไม่ชัดเจน เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งมองว่ามีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ


อย่างไรก็ตาม มองว่าเมื่อเศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้ และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนกลับมาดีขึ้นในไตรมาสที่ 4/66 จะทำให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลกลับเข้ามา และทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยกลับมาดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง


“ในครึ่งปีหลังเรามองว่าดีขึ้น เพราะจากครึ่งปีแรกที่เราโดนมรสุมหลายด้านเข้ามาพร้อมกัน ตอนนี้มรสุมเริ่มไม่ได้ใหญ่เหมือนเดิมแล้ว ตอนนี้น่าจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจกลับมาโตได้มากกว่าเดิม และในปกติช่วงไตรมาส 4/66 เป็นช่วงที่บริษัทจดทะเบียนสามารถทำผลประกอบการได้ดี ซึ่งจะดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ” ดร.ภากร กล่าว


สำหรับการดูแลความผิดปกติในตลาดหุ้นไทยนั้น นายภากร กล่าวว่า การควบคุมดูแลแก้ไขปัญหาอยู่ในทิศทางที่ดี ไม่ว่าจะเป็นในกรณี บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) MORE หรือบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) STARK การที่เราสามารถทำเรื่องฟ้องร้อง และทำงานร่วมกันให้ประสบความสำเร็จแบบนี้ ด้วยระยะเวลาที่รวดเร็วแบบนี้ ต้องเรียนว่าไม่เคยเห็น และคิดว่านี่เป็นจุดที่ดีที่จะทำให้ในอนาคตเราสามารถมี Brenchmark ในการทำงานเรื่องแบบนี้ได้รวดเร็วขึ้น เพราะมีการทำงานร่วมกันและมีประสิทธิภาพ


“สำหรับผมเป็นอะไรที่ทำให้เราเห็นได้เลยว่า เราสามารถทำให้มีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น แบบที่ไม่เคยเห็นมาในอดีต” นายภากร กล่าว


แต่เหตุการณ์แบบนี้ต้องเรียนว่า เป็นเหตุการณ์ที่ถึงแม้เราจะพยายามป้องกันมากแค่ไหน มันก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะว่ามันเป็นการกระทำทุจริตฉ้อโกง ซึ่งเราต้องมาดูต่อว่าในอนาคต เราจะทำอย่างไรให้เราสามารถได้ข้อมูล และให้ข้อมูลกับคนที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวได้เร็วขึ้น เพื่อที่จะทำให้การป้องกันเรื่องแบบนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการดำเนินการร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. มาโดยตลอด ตั้งแต่มีเหตุการณ์ที่บริษัทแจ้งว่าไม่สามารถส่งงบผลประกอบการได้ เพราะก่อนหน้านี้ยังเป็นอะไรที่ยังรอข้อมูลอยู่ เมื่อมีความชัดเจนแล้วก็ดำเนินการมาต่อเนื่องทันที


ด้าน นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในเดือนมิถุนายน 2566 ธนาคารโลก (World Bank) คาดเศรษฐกิจไทยในปี 2566 จะเติบโตขึ้นที่ 3.9% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ในประเทศและการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในตลาดหุ้นไทยปรับลดลงจากต้นปี 2566 จากกรณีมีหุ้นกู้ของบริษัทจดทะเบียนบางแห่งผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลให้ผู้ลงทุนมีความกังวลในการลงทุน ทั้งในตลาดตราสารทุนและตราสารหนี้ จึงเห็นแรงเทขายในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก 


แต่การเมืองในประเทศที่มีพัฒนาการดีขึ้นหลังได้ประธานสภาฯ ส่งผลให้ดัชนีต่างๆ เริ่มปรับตัวดีขึ้น และหากพิจารณาจากอัตราส่วน Forward PE ของ SET ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้ผู้ลงทุนบุคคลและสถาบันในประเทศเริ่มกลับมาซื้อสุทธิในครึ่งแรกปี 2566


นอกจากนี้ ผลตอบแทนของสินทรัพย์ในแต่ละกลุ่มของช่วงครึ่งแรกปี 2566 แสดงให้เห็นว่าผู้ลงทุนมีความสนใจในสินทรัพย์เสี่ยงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเติบโตและกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อีกทั้งหุ้นกู้ High Yield ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้โดยรวมสะท้อนมุมมองผู้ลงทุนที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจเห็นสัญญาณจากรัฐบาลจีนออกมาตรการกระตุ้นในภาคการคลังขนาดใหญ่เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งอาจส่งผลบวกต่อบริษัทจดทะเบียนไทยที่ได้รับอานิสงส์จากที่มีการค้าขายกับจีนมาก รวมถึงภาคการท่องเที่ยวด้วย.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ