
โดยในรายละเอียดของการรายงานงบการเงินนั้น นายวนรัชต์ ตั้งคารวคุณ กรรมการบริษัท สตาร์ค คอร์ปอเรชัน จํากัด (มหาชน) ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงผลการดำเนินงานของบริษัทปี 2565 โดยรายงานว่า บริษัท ได้นําส่งงบการเงินสําหรับปี 2565 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ของกลุ่มบริษัทฯ ซึ่งผู้สอบบัญชีได้ตรวจสอบและรับรองงบการเงิน โดยไม่แสดงความเห็นด้วยเหตุที่ได้ พิจารณาถึงสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความไม่แน่นอนต่อความสามารถในการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง (Going Concern) ของกลุ่มบริษัทฯ โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 กลุ่มบริษัทฯ มีหนี้สินหมุนเวียนรวมสูงกว่าสินทรัพย์ หมุนเวียนรวมจำนวน 6,628 ล้านบาท และมีส่วนของเจ้าของติดลบ จํานวน 4,404 ล้านบาท โดยหนี้สินหมุนเวียนส่วนใหญ่ เป็นเจ้าหนี้การค้า เงินกู้ยืมระยะสั้น เงินกู้ยืมระยะยาวและหุ้นกู้ที่ถึงกําหนดชําระภายใน 1 ปี ซึ่งหนี้สินระยะสั้นดังกล่าว ส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดประเภทเงินกู้ยืมระยะยาวเป็นเงินกู้ยืมระยะสั้น เนื่องจากอัตราส่วนทางการเงินบางรายการไม่เป็นไป ตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในสัญญาเงินกู้ระยะยาวและหนังสือชี้ชวนหุ้นกู้ นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2566 ที่ประชุมผู้ ถือหุ้นกู้ หมายเลข STARK239A และ STARK249A ซึ่งมีเงินต้นคงค้างรวมเป็นจํานวน 944 ล้านบาท มีมติอนุมัติเรียกให้หนี้ เงินต้น และดอกเบี้ย ภายใต้หุ้นกู้ทั้งหมดถึงกําหนดโดยพลัน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการใช้วงเงินทุนหมุนเวียนและจัดหา แหล่งเงินทุนเพิ่มเติมจากสถาบันการเงิน ทางกลุ่มบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจากับเจ้าหนี้สถาบันการเงินเพื่อแก้ไขปัญหา หนี้สินของกลุ่มบริษัทฯ จากปัจจัยดังกล่าว ทําให้เกิดความไม่แน่นอนที่เป็นสาระสำคัญ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดข้อสงสัยต่อ ความสามารถในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของกลุ่มบริษัทฯ
กลุ่มบริษัทฯ ตระหนักถึงความกังวลของนักลงทุน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อความล่าช้าในการจัดทำงบการเงิน ประจําปี 2565 ของกลุ่มบริษัทฯ และการเลื่อนกำหนดการส่งงบการเงินจำนวนหลายครั้ง ดังนั้นเพื่อให้การจัดทำรายงาน ทางการเงินที่สะท้อนฐานะการเงิน และผลดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ รวมถึงการปรับปรุงรายการบัญชีการเงินที่เกี่ยวข้อง ให้สะท้อนความเป็นจริง และให้ความร่วมมือแก่ผู้สอบบัญชีฯ ให้สามารถดำเนินการตรวจสอบและแสดงความเห็น ต่องบการเงินอย่างอิสระ กลุ่มบริษัทฯ ได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและคณะกรรมการของกลุ่มบริษัทฯ ในเดือนเมษายน 2566 โดยผู้บริหารและคณะกรรมการชุดใหม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการตรวจสอบบัญชีและการตรวจสอบพิเศษ (special audit) เพื่อแก้ไขการจัดส่งงบการเงินล่าช้า และพยายามปฏิบัติตามกำหนดการส่งงบการเงินประจําปี 2565 ในระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2566 ตามที่กลุ่มบริษัทฯ แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 28
กลุ่มบริษัทฯ ใคร่ขอเรียนว่า กลุ่มบริษัทฯ อยู่ระหว่างการดําเนินการร่วมกับผู้ตรวจสอบบัญชีเพื่อตรวจสอบ ข้อเท็จจริงตามประเด็นข้อสังเกตของผู้สอบบัญชีเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ (special audit) รวมถึงการขยายขอบเขตการ ตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) เพิ่มเติม อันเป็นการปฏิบัติตามหนังสือของ ก.ล.ต. ฉบับ ลงวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ซึ่งการดําเนินการดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ และผลของการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษดังกล่าวอาจจะเกิดการปรับปรุง ข้อมูลในงบการเงินของบริษัทฯ ได้ จากข้อจํากัดดังกล่าว ทําให้เกิดความไม่แน่นอนของผลที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตรวจสอบพิเศษ (special audit) ต่องบการเงินของบริษัทฯ โดยเฉพาะรายการในงบกระแสเงินสดได้ ดังนั้นหากตรวจพบรายการ ปรับปรุงเพิ่มเติม กลุ่มบริษัทฯ จะดําเนินการแก้ไขตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
ในการจัดทํางบการเงินประจําปี 2565 ผู้บริหารชุดใหม่ของบริษัทตรวจพบข้อผิดพลาดหลายประการ ในงบการเงินปี พ.ศ. 2564 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายบัญชีในงบการเงินและเป็นจํานวนเงินที่เป็นสาระสําคัญ รวมถึงรายได้จาการขายและต้นทุนขาย รายได้จากการให้บริการและต้นทุนให้บริการ สินค้าคงเหลือ ลูกหนี้และค่าเผื่อขาดทุน ด้านเครดิต และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง รายการดังกล่าวข้างต้นถือเป็นรายการที่ผิดปกติ และทําให้ผู้บริหารของบริษัท ทําการปรับตัวเลขเปรียบเทียบย้อนหลังสําหรับปี พ.ศ. 2564 สําหรับงบการเงินรวมที่จะออกสําหรับปี พ.ศ. 2565 ให้ถูกต้อง ตามข้อมูลที่มี ณ ปัจจุบัน
กําไร (ขาดทุน) จากการดําเนินงาน
ในปี 2564 และ 2565 กลุ่มบริษัทฯ ประสบการขาดทุนจากการดําเนินงาน จํานวน 4,334 ล้านบาท และ 4,837 ล้านบาทตามลําดับ ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการขาดทุนมาจากการปรับตัวขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ราคาผันผวน อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ต้นทุนที่เพิ่มจากราคาซื้อวัตถุดิบที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา ไม่สามารถถูกส่งผ่านไปสู่ลูกค้าได้ ทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ผลิตเพื่อเป็นสินค้าคงคลัง (made to stock) ประกอบกับ บริษัทไม่ได้ทําสัญญาลดภาระ ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ (hedging contract) เพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงราคาซื้อวัตถุดิบหลักที่ส่งผล กระทบต่อผลกําไรของแต่ละคําสั่งซื้อจากลูกค้าเป็นอย่างมาก ซึ่งแตกต่างจากแนวปฏิบัติทั่วไปของธุรกิจผลิตสายไฟฟ้า ดังนั้น เมื่อราคาวัตถุดิบหลักมีความผันผวนหรือปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลทําให้ไม่สามารถควบคุมต้นทุนของการซื้อวัตถุดิบได้ อย่างมีประสิทธิภาพ จนก่อให้เกิดผลขาดทุนจากการดําเนินการในที่สุด
5) ต้นทุนทางการเงิน
ในปี 2565 กลุ่มบริษัทฯ มีต้นทุนทางการเงิน จํานวน 1,427 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 484 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 51 เมื่อเทียบกับปี 2564 ซึ่งมีต้นทุนทางการเงิน จํานวน 943 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นดอกเบี้ยจ่ายหุ้นกู้ เงินกู้ยืมจากสถาบัน การเงินและเจ้าหนี้ทรัสต์รีซีทส์ที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มขึ้นของขาดทุนจากการต้นทุนทางการเงินสัมพันธ์กับภาระหนี้จากการออก หุ้นกู้ของกลุ่มบริษัทที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญในปี 2565
ส่วนผลกำไรขาดทุนนั้น บริษัทขาดทุนสุทธิสําหรับปี 2565 จํานวน 6,651 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จํานวน 662 ล้านบาท หรือขาดทุนเพิ่มขึ้นคิดเป็น ร้อยละ 11 เมื่อเปรียบเทียบกับขาดทุนสุทธิสําหรับปี 2564 จํานวน 5,989 ล้านบาท อันเป็นผลมาจากการขาดทุนจาก การดำเนินงาน การตั้งสํารองการด้อยค่าของทรัพย์สินและเงินลงทุน ผลขาดทุนด้านเครดิตทั้งจากลูกค้าและเงินให้กู้ยืม ระหว่างกัน รวมถึง การขาดทุนจากสินค้าสูญหาย อนึ่งผลขาดทุนสุทธิประจําปี 2564 ของกลุ่มบริษัทฯ จะแตกต่างจากผลกําไรสุทธิจากงบการเงินประจําปี 2564 ฉบับลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 เนื่องจากทางกลุ่มบริษัทต้องดําเนินการปรับปรุง รายการทางบัญชีเพื่อแก้ไขความผิดพลาดของการบันทึกบัญชีที่เกิดขึ้นในปี 2564 ที่ผ่านมา
ในด้านสินทรัพย์ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 กลุ่มบริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมจํานวน 34,162 ล้านบาทคิดเป็นการเพิ่มขึ้น ร้อยละ 14 จากจํานวน 29,877 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 โดยการเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากสินทรัพย์หมุนเวียนที่เพิ่มสูงขึ้น จํานวน 5,396 ล้านบาท อันเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นจากเงินสดที่ได้รับมาจากการขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับบุคคลในวงจํากัด และลูกหนี้การค้า
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีหนี้สินรวมจํานวน 38,566 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.8 จากจํานวน 32,722 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 โดยส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้การค้าที่ได้เป็นผลมาจากราคา วัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น เจ้าหนี้ทรัสต์รีซีทส์ และหุ้นกู้ที่ออกในปี 2565 ขณะที่เงินกู้ยืมธนาคารระยะยาวบางส่วนมียอดลดลง เนื่องจากมีการชําระคืนเมื่อถึงกําหนด
ด้านส่วนผู้ถือหุ้น31 ธันวาคม 2565 กลุ่มบริษัทฯ มีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ จํานวน 4,403 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 54 จากยอดติดลบจํานวน 2,844 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 ทั้งนี้ ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบของปี 2565 และ 2564 เป็นผลมาจาก การขาดทุนจากการดําเนินงานและการปรับปรุงรายการข้อผิดพลาดในแต่ละปี อย่างไรก็ดี สําหรับงบการเงินเฉพาะกิจการ
ปี 2565 มีส่วนผู้ถือหุ้น จํานวน 2,492 ล้านบาท ลดลงจํานวน 9,554 ล้านบาท เปรียบเทียบกับส่วนผู้ถือหุ้น ในปี 2564 จํานวน 12,046 ล้านบาท เป็นผลมาจากการตั้งสํารองการด้อยค่าของเงินลงทุนในบริษัทย่อยและเงินให้กู้ยืมจํานวนมากในปี 2565
อย่างไรก็ตามกลุ่มบริษัทฯตระหนักถึงผลกระทบอย่างรุนแรงจากข้อมูลความจริงที่ถูกเปิดเผย และนําเสนอในงบการเงินนี้ ต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ถือหุ้นกู้ เจ้าหนี้ และผู้ถือหุ้นของกลุ่มบริษัทฯ คณะกรรมการและ คณะผู้บริหารชุดใหม่ของกลุ่มบริษัทฯ กําลังเร่งดําเนินการร่วมกับเจ้าหนี้สถาบันการเงินอย่างเร่งด่วน เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้กลุ่มบริษัทฯ สามารถดําเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องต่อไป รวมทั้งกําลังเร่งแก้ไขสาเหตุหลักของปัญหาที่ทําให้กลุ่มบริษัทฯ ประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก ทั้งการปรับปรุงการบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายใน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ