
หุ้น ITC สร้างความบอบช้ำให้กับนักลงทุนอย่างหนัก โดยเฉพาะนักลงทุนที่ถือครองหุ้นตั้งแต่เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ นับจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นในวันที่ 9 ธ.ค. 2565 ที่ผ่านมา ที่ราคาจองที่ 32.00 บาท ราคาหุ้นกลับลดลงอย่างรุนแรง โดยล่าสุดราคาหุ้นอยู่ที่ 20.00 บาท ปรับตัวลดลงจากราคาจองซื้อไอพีโอที่ 32.00 บาท หรือลดลงกว่า 60% จนผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ทนไม่ไหว ต้องเข้ามาเก็บหุ้น และให้เหตุผลว่ามองโอกาสลงทุนจากราคาหุ้นที่ต่ำกว่าพื้นฐาน
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ขอแจ้งต่อ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เกี่ยวกับมติที่ประชุม คณะกรรมการบริหาร (Executive Committee) ครั้งที่ 3/2566 ในวันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม 2566 โดยคณะกรรมการบริหารมีมติอนุมัติการลงทุนเพิ่มเติมในหุ้นสามัญของบริษัท ไอเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC บริษัทย่อย ซึ่ง TU ถือหุ้นอยู่ในอัตราส่วน 77.82%
บริษัทโดยคณะกรรมการบริหาร (ซึ่งได้รับอำนาจจากคณะกรรมการบริษัท เห็นว่าในปัจจุบันราคาตลาดของหุ้นของบริษัท ไอเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีราคาต่ำกว่าราคาพื้นฐาน จึงเห็นสมควรอนุมติการลงทุนเพิ่มเติมในหุ้นสามัญของ ITC จำนวนไม่เกิน 30 ล้านหุ้น ภายในวงเงินไม่เกิน 750 ล้านบาท
โดยในรายละเอียดของการเข้าลงทุนนั้น บริษัทจะรับซื้อจากประชาชนทั่วไป ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยบริษัทจะเข้าถือหุ้นในอัตราส่วนไม่เกิน 78.82% หรือเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1%
ครึ่งปีแรกไม่เห็นสัญญาณฟื้น
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทประเมินแนวโนมกำไรสุทธิของ ITC จะอ่อนแอในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 โดยจากการประชุมนักวิเคราะห์ผู้บริหาร ITC ชี้ว่ายอดขายที่อ่อนแอลงในไตรมาสที่ 1 เป็นผลหลักๆ มาจากการลดสต๊อกสินค้าคงคลังของคู่ค้าในสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยที่คาดปัญหาดังกล่าวจะคลี่คลายลงในไตรมาสที่ 2 แต่ยังไม่หมดไปทั้งหมด ทำให้ยอดขายอาจลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จะเติบโตจากไตรมาสก่อน
ทั้งนี้ ผลเชิงลบที่เกิดขึ้นกระทบต่อยอดขายมากกว่าที่บริษัทคาดไว้ บริษัทจึงปรับลดเป้าหมายสำหรับปี 2566 ลง ประกอบด้วย อัตราการเติบโตยอดขายอยู่ที่ 0-1% (จาก 15-17%) ปรับลดอัตรากำไรขึ้นต้น (GPM) ลงอยู่ที่ 22.5-23.5% (จาก 25%) และปรับ SG&A ต่อยอดขายอยู่ที่ 6.0-7.0% (จาก 5.5-6.5%)
ยังคงมองบวกจากการฟื้นตัวใน 2H66F
ผู้บริหารคาดยอดขายจะฟื้นตัวแรงในครึ่งปีหลัง และเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งมุมมองของบริษัทสอดคล้องกับสมมติฐานของเรา ที่อิงตามยอดขายของแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่ของโลกที่ยังเติบโตต่อเนื่องในไตรมาสที่ 1 ขณะที่ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ยของแบรนด์รายใหญ่ส่งสัญญาณว่ากำลังลดลงมาสู่ระดับปกติ สนับสนุนต่อมุมมองว่าวัฏจักรการลดสินค้าคงคลังอาจสิ้นสุดลงในไม่ช้า นอกจากนั้นบริษัทยังมีลูกค้ารายใหม่ในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น รวมทั้งได้วางกลยุทธ์เปิดตลาดใหม่ๆ อย่างในประเทศจีนและอังกฤษ ซึ่งจะช่วยหนุนยอดขายในครึ่งปีหลัง ส่วนในด้าน GPM เราคาดฟื้นตัวแรงในครึ่งปีหลัง หนุนจาก product mix ราคาปลาทูน่าลดลงตามราคาน้ำมันที่ลดลงและราคาขายสูงขึ้น.